ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้
"ทำไมการไถกลบฟางมาก ๆ ลงในดินจึงเกิดผลเสีย ข้าวเหลือง ต้นห่าง ในขณะที่กรมพัฒนาที่ดินกลับส่งเสริมให้ไถกลบปุ๋ยพืชสดอย่างพวกถั่ว ปอเทือง"
กระบวนการในการย่อยสลายทางชีวภาพโดยจุลินทรีย์มี 2 ประเภทคือ แบบใช้ออกซิเจนและแบบไม่ใช้ออกซิเจน ... (1) กระบวนการแบบใช้ออกซิเจนจะไม่ปล่อยแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ (แก๊สไข่เน่า) และแก๊สมีเทนออกมา คล้ายกับกระบวนการที่เกิดในกองปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองของแม่โจ้ ซึ่งเราไม่เคยได้กลิ่นเหม็นเลย ไม่เคยดึงดูดแมลงวันเลย ไม่ปล่อยแก๊สที่ทำให้โลกร้อน ... จุลินทรีย์ในกระบวนการต้องการคาร์บอนและไนโตรเจนสำหรับการสร้างเซลล์และเจริญเติบโต ในกองปุ๋ยเรามีคาร์บอนจากเศษพืช มีไนโตรเจนจากมูลสัตว์ มีจุลินทรีย์จากมูลสัตว์ ถ้ามีสัดส่วนผสมที่เหมาะสมการย่อยสลายก็เกิดได้ดีและเร็ว
(2) กระบวนการแบบไม่ใช้ออกซิเจน พวกนี้จะปล่อยแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์และมีเทนที่มีความเป็นพิษออกมา และปล่อยกรดอินทรีย์ออกมา การไถกลบตอซังถ้าไม่มาก เราก็จะหมักให้จมน้ำในนาปล่อยให้เกิดการย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจนสัก 30 วัน ... ถ้ารอให้ย่อยสลายหมด การปลูกข้าวก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากแก๊สพิษพวกนั้น อย่างที่ชาวนามักบอกว่ามันร้อน ถ้าอยากเร่งให้มีจุลินทรีย์มาก ๆ เราก็ควรทำน้ำหมักชีวภาพ (ซึ่งเป็นการทำแบบไม่ใช้ออกซิเจน) เอาไปรดเพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ ถ้าต้องการเพิ่มไนโตรเจนให้กับกระบวนการก็อาจโรยปุ๋ยยูเรียช่วย การย่อยสลายก็อาจเสร็จใน 15 วัน ... ทีนี้หากไถกลบฟางเยอะ ๆ ในนา การย่อยสลายก็จะใช้เวลานานหลายเดือนเพราะขาดจุลินทรีย์จำนวนมากและขาดไนโตรเจน พอการย่อยสลายยังไม่เสร็จเราไปดำนาปลูกข้าว ข้าวก็จะได้รับผลจากความเป็นพิษของแก๊สและกรด ... และเนื่องจากมีคาร์บอนจากฟางมาก กระบวนการย่อยสลายก็เลยต้องการไนโตรเจนมาก จุลินทรีย์ก็เลยไปแย่งไนโตรเจนจากข้าว ข้าวก็เลยเหลือง ต้นห่าง ข้าวได้น้อย .... แต่นาที่ทำแบบนี้ในปีหน้าดินจะดีแน่นอน นุ่ม ดินไม่เป็นกรดครับ
ทีนี้ พืชตระกูลถั่วมีรากปมไนโตรเจน การไถกลบพวกนี้จึงมีทั้งคาร์บอนและไนโตรเจนสำหรับการย่อยสลายของจุลินทรีย์ จึงไม่เกิดการแย่งไนโตรเจนจากพืช แต่กลับเป็นการเพิ่มไนโตรเจนให้พืชด้วยซ้ำ ... และเนื่องจากการไถกลบพืชพวกนี้มักอยู่ในสภาพไม่มีน้ำขัง กระบวนการย่อยสลายจึงเป็นแบบใช้ออกซิเจนที่ไม่ปล่อยแก๊สพิษออกมา
มีเกษตรกรหลายท่านที่ปลูกข้าวอินทรีย์ขายได้ราคาสูงโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย ทำโดยการปลูกถั่วเหลืองอินทรีย์ก่อนครับ พอเก็บถั่วขายเสร็จก็ไถกลบซากลงดินให้เป็นอาหารพืช ให้เป็นอินทรีย์วัตถุในดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มชีวิตให้กับดิน .... ใครสงสัยก็ให้ถามลุงบุญมีแห่งราษีไศล ศรีสะเกษดูนะครับ ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ "เกษตรทิพย์" ขายส่งออกในพื้นที่ 800 ไร่ ในราคา กก.ละไม่ต่ำกว่า 70 บาทครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น