ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้
ในทุกวันนี้ถ้าพูดถึงการปลูกผักอินทรีย์หรือข้าวอินทรีย์ เชื่อไหมครับว่าจะมีเพื่อนในเฟสประมาณ 70% ที่ไม่เชื่อว่าจะทำได้ .... ไม่เชื่อว่าการไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง และไม่ใช้ปุ๋ยเคมีจะสามารถปลูกผักหรือข้าวได้ ทั้ง ๆ ที่ในสังคมมีการพูดถึงเกษตรกรผู้ปลูกแบบอินทรีย์ที่เป็นตัวอย่างกันให้เห็นกันตลอด .... และลืมไปว่าครั้งหนึ่งในสมัยก่อนปี 2503 ประเทศไทยก็เป็นเกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศ เพราะฝรั่งยังไม่ส่งปุ๋ยและสารเคมีเข้ามาขายในเมืองเรา เราก็ไม่เห็นจะต้องง้อปุ๋ยเคมีกันเลย ..... ปลูกยาง มัน อ้อย ข้าว ผัก ลำไย ทุเรียน แบบอินทรีย์กันทั้งนั้น 5555
วันนี้ขอเอาเรื่องลุงเจริญ แห่งบ้านโพธิทองเจริญ อ.ดอยสะเก็ด เชียงใหม่ ที่ปลูกผักอินทรีย์มาหลายปีแล้ว .... จากเดิมที่เคยปลูกข้าวแบบเคมีในพื้นที่หลายสิบไร่ ขาดทุนเกือบทุกปี สุขภาพทรุดโทรมจากงานหนักและใช้สารเคมี เวลาว่างรอเกี่ยวข้าวก็ไปทำงานรับจ้าง ... แต่พอหันมาปลูกผักแบบอินทรีย์ก็พบว่าการปลูกในพื้นที่แค่ 2 งาน ปลูกผักผสมผสานทุกชนิดที่กิน ที่เหลือขาย เป็นการลดรายจ่าย สร้างรายได้ ก็สามารถทำเงินได้ปีละแสนเหมือนกัน จากการขายผักได้วันละ 300 บาท มีรายได้ดีกว่าทำแบบเดิมที่ทำมากแล้วได้น้อย ขายผักอินทรีย์ในตลาดในหมู่บ้านในราคาเท่ากับผักเคมี แต่ขายได้เร็วกว่า หมดเร็วกว่า .... ลุงเจริญเป็นหมอดินอาสา แต่ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ ลุงแกทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองระบบกองเติมอากาศของจารย์ลุงตั้งแต่ปี 2549 โดยใช้งบของจังหวัด แล้วปรับมาเป็นแบบไม่พลิกกลับกองวิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ในปี 2552 เป็นต้นมา
ช่วงแรก ๆ ลุงเจริญเป็นประธานกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ มีสมาชิก 19 คน ลุงเจริญผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองขายด้วยครับ ในรูปของการทำงานแบบกลุ่ม ผลิตเดือนละ 15 ตัน ... แค่ขายปุ๋ยหมักก็รายได้ไม่เบาแล้ว
มีปุ๋ยหมักมากก็ใช้ได้มาก ผลผลิตจึงออกมาได้สม่ำเสมอ บนพื้นดินที่ครั้งหนึ่งเป็นดินฝุ่น ค่าอินทรีย์วัตถุต่ำสุด ๆ .... กลุ่มของลุงมีการทำน้ำส้มควันไม้สำหรับไล่แมลง ทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อไล่ศัตรูพืชและเป็นฮอร์โมนสำหรับพืช .... น้ำส้มควันไม้ก็ขายได้อีก
มา 2 ปีก่อน ก็มีห้างใหญ่ในเชียงใหม่ที่คนต่างชาตินิยมไปซื้อของ เพราะมีผักอินทรีย์ขายมาก นั่นคือห้างริมปิงซูเปอร์สโตร์ มาขอให้แกส่งผักอินทรีย์เข้าห้าง ในราคาที่แกจะได้สูงกว่าที่เคยขายหลายเท่า มีผัก 40 ชนิดที่ต้องส่งทุกวัน โดยจะมีรถห้องเย็นมารับทุกเช้า มีเครื่องบาร์โค้ดกับเครื่องชั่งน้ำหนักมาไว้ที่กลุ่ม ผักที่เหลือห้างรับไว้หมดไม่ต้องส่งกลับคืน ลุงเจริญส่งผักอินทรีย์ภายใต้ชื่อ "ผักไทย" ครับ .... ก็เลยเป็นเรื่องปวดหัวให้กับลุง เพราะต้องไปหาพรรคพวกชวนกันปลูกผักอินทรีย์ส่งห้างกัน ใครที่ยังไม่ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ลุงแกก็จูงมือกันทำจนได้มาตรฐานทีละราย ๆ .... นับเป็นเรื่องน่ายินดีของเกษตรกรกลุ่มนี้ ที่มีตลาดรองรับ และผลผลิตได้ราคาสูงคุ้มค่า .... คุณภาพชีวิตสูงขึ้น สารเคมีไม่ต้องยุ่งเกี่ยว ต้นทุนต่ำ ดินดี เศษพืชมีประโยชน์ไม่ต้องเผา ... ลุงแกบอกว่าถ้าดินดี หญ้าต้องงาม กลุ่มของแกเลยไม่มีใครเกลียดหญ้าครับ ถอนหญ้าเอามาทำปุ๋ยหมักกันหมด
เจอกันเมื่อไร ลุงแกก็จะเล่าว่าได้รับรางวัลเพิ่มอีกแล้วยังไง และเคยได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วย
ลุงแกบอกว่า .... "พอเพียง" ..... ก็ไม่จำเป็นต้องจนครับ
จารย์ลุงก็ไม่ได้อยากให้ทุกท่านเป็นเกษตรอินทรีย์ทุกคนนะครับ เพียงแต่อยากให้เห็นว่าเกษตรกรที่ทำสุดขั้ว ไม่ใช้เคมีนั้นมีอยู่จริง ... ท่านใดที่ยังจำเป็นต้องใช้เคมีก็ใช้ต่อไป เพียงแต่ขอเอาเศษพืชมาใช้ประโยชน์ เอาทำปุ๋ยหมัก แล้วเติมความอุดมสมบูรณ์กลับลงไปในดิน ซึ่งจะช่วยลดการใช้เคมีลงได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง แก้ปัญหาดินเป็นกรด เพิ่มผลผลิต
เอาไว้คิดได้เมื่อไร ค่อยหันกลับมาปลูกผักอินทรีย์แบบลุงเจริญก็แล้วกัน .... พอเพียง ..... ทำน้อยได้มาก .... แล้วจะพบกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติครับ


