ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้
เพื่อนที่เล่นไม้กระถางแล้วพบว่าหลายปีผ่านไปดินเริ่มหมดสภาพ ต้นไม้เริ่มเฉา เหมือนต้องการดินปลูกใหม่ ... ที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะดินเริ่มหมดธาตุอาหารรองและจุลธาตุสำหรับการเจริญเติบโตของพืช หมดอินทรีย์วัตถุสำหรับเป็นอาหารของจุลินทรีย์ดินและไส้เดือน ... ดินจึงดูแน่นแข็งไม่มีชีวิต ... วิธีแก้นะครับ แทนที่จะออกไปหาซื้อดินปลูกใหม่ ก็ใช้ดินเก่านี่แหละครับ แยกต้นไม้ออก ระวังให้มีดินติดรากอยู่สัก 50% เอาดินเก่าผสมกับปุ๋ยหมักเข้าไปในอัตราส่วนดิน 7 ส่วน ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน คลุกผสมเข้าด้วยกันให้ดี แล้วเอาต้นไม้ลงปลูกในกระถางที่ใหญ่ขึ้น รดน้ำเบา ๆ ช้า ๆ ให้น้ำซึมดินทุกส่วน .... แล้วนั่งคอยต้นไม้ฟื้นตัว ... ไม่เกินสองอาทิตย์ก็จะพบว่าต้นไม้มีความสุขมากขึ้นครับ
แทนที่จะซื้อปุ๋ยหมักของคนอื่น เราน่าจะลงมือทำปุ๋ยหมักกันเองจะสนุกกว่าครับ ในห้องเรียนนี้มีการสอนทั้งแบบทำในกะละมัง (พลิกวันละครั้ง เสร็จใน 30 วัน) แบบทำในตะกร้า (ไม่ต้องพลิก เสร็จใน 60 วัน) ลงมือทำแล้วส่งมาอวดนะครับ ทั้งต้นไม้ ทั้งปุ๋ย จะได้เอามาแฉ เอ๊ย แชร์กันครับ
ต้องขอเตือนว่า ปุ๋ยหมักที่ทำขึ้นมานี้ไม่ใช่ดินปลูกนะครับ ขืนเอาปุ๋ยหมักล้วน ๆ ลงปลูกต้นไม้ในกระถาง รับประกันครับว่าต้นไม้ทุกชนิดตายหมด เพราะสำลักแร่ธาตุอาหารครับ ... ของมันแรงน่ะครับ
วันนี้เรามาทำปุ๋ยหมักในกะละมังกันนะครับ จากเศษใบไม้ในบ้าน หนึ่งเดือนเสร็จ เหมาะสำหรับท่านที่อยู่ในเมืองหรือหมู่บ้านจัดสรร ที่ไม่มีที่ดินกว้าง ๆ หรือไม่มีเศษพืชมาก ๆ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=730302250319523&set=pb.729811563701925.-2207520000.1382849987.&type=3&theater
ขั้นตอนแรก เอาเศษใบไม้มา 3 ถุง ใส่ในกะละมังที่เจาะรูระบายน้ำเอาไว้
ขั้นตอนสอง เอาขี้วัวมา 1 ถุงใส่เข้าไป
ขั้นตอนสาม คลุกเคล้าผสมกันพร้อมกับเติมน้ำ แต่ต้องไม่ให้แฉะมากเกินไปหรือแห้งเกินไป เป็นอันเสร็จขั้นตอน เอาวางแอบ ๆ อย่าให้โดนแดดโดยตรงเพราะจะทำให้แห้งเร็ว และระวังอย่าให้โดนฝนเพราะจะทำให้แฉะไป
วันถัดไปก็คลุกเคล้า พร้อมขยำ ๆ เพื่อช่วยให้ใบไม้แตกเล็กลง ช่วยการย่อยสลายของจุลินทรีย์ คลุกเคล้าแบบนี้วันละครั้ง ถ้าวันไหนเห็นว่าเริ่มแห้งเกินไปก็พรมน้ำลงไป ถ้าโชคร้ายทำให้แฉะเกินไปก็ให้เทออก วางแผ่ตากแดด พอเริ่มหมาดก็เอากลับลงในกะละมัง
ทุก ๆ วันที่ผ่านไป เศษใบไม้จะมีสีคล้ำขึ้น ๆ นุ่มขึ้น ๆ เบาขึ้น ๆ ปริมาตรจะหายไปทุกวัน พอครบ 30 วันก็จะถือว่าเป็นปุ๋ยหมักแล้ว
หลังจากนั้นให้ทำให้แห้ง โดยทิ้งเอาไว้เฉย ๆ ไม่ต้องรดน้ำอีก การทำปุ๋ยหมักแบบนี้จะไม่มีกลิ่นเลย และไม่ดึงดูดแมลงวัน ... อาจมีไส้เดือนบ้างเล็กน้อย
ห้ามใช้ปุ๋ยหมักที่ยังไม่แห้งในการเพาะปลูก เพราะจะเป็นอันตรายต่อพืชจากจุลินทรีย์ที่มีมากในปุ๋ยหมักและยังไม่สงบตัว ... จึงต้องทำให้แห้งก่อนนะครับ
จุลินทรีย์มาจากไหน ? ... ก็มาจากในขี้วัวไงครับ นอกจากนี้ ในขี้วัวยังมีไนโตรเจนที่เป็นสารอาหารของจุลินทรีย์ด้วย ทีนี้เศษใบไม้มีคาร์บอนที่เป็นสารอาหารของจุลินทรีย์ด้วย จุลินทรีย์ต้องการทั้งไนโตรเจนและคาร์บอนในการเจริญเติบโต ขาดตัวใดตัวหนึ่งจุลินทรีย์ก็เพิ่มจำนวนไม่ได้ .... สัดส่วน 3 ต่อ 1 โดยปริมาตรเป็นสัดส่วนที่ผ่านการวิจัยและทดลองมาแล้วว่าเหมาะสม ..... พอมีความชื้นจากการดูแลน้ำ มีอากาศจากการพลิกวันละครั้ง จุลินทรีย์ก็เลยย่อยสลายได้อย่างสมบูรณ์และมีลูกหลานเพิ่มมากขึ้นจากสารอาหารที่เราเตรียมให้ .... พอครบ 30 วัน กระบวนการก็เสร็จสมบูรณ์ ทิ้งให้แห้ง ก่อนนำไปใช้หรือเก็บใส่ถุง
แต่ถ้ารีบเอาไปใช้ในการเพาะปลูกไม่รอให้ปุ๋ยหมักแห้ง จุลินทรีย์ในปุ๋ยหมักก็จะถือว่ารากพืชคือคาร์บอน ก็จะไปกัดกิน ส่งผลให้ต้นพืชเฉาได้ (อันนี้สามารถทดลองเองได้ครับ แฮ่ะ ๆ) ถ้าปุ๋ยหมักแห้งจุลินทรีย์ที่ชำนาญในการย่อยสลายเศษพืชก็จะสงบตัว เมื่อเอาไปใช้ในการเพาะปลูก ปุ๋ยหมักลงไปอยู่ในดิน อยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสมไม่มีอากาศ จุลินทรีย์ก็จะไม่สามารถฟื้นกลับมาเป็นอันตรายต่อพืชครับ
การทำปุ๋ยหมักบางสูตรให้ใส่อีเอ็ม ... สูตรนี้มีอีเอ็มจากขี้วัวอยู่แล้วก็เลยไม่ต้องใส่ .... บางสูตรให้ไปเอาจุลินทรีย์ขุยไผ่ สูตรนี้ก็มีจุลินทรีย์แล้ว .... บางสูตรใส่กากน้ำตาลเพื่อเพิ่มไนโตรเจน ในขี้วัวก็มีไนโตรเจนแล้ว .... บางสูตรให้ใส่รำข้าวเพื่อเป็นคาร์บอน สูตรเรามีคาร์บอนจากใบไม้แล้ว .... ถ้าใครชอบกลิ่นเหม็นก็เอาน้ำหมักมาใส่ แต่ผมว่าไม่จำเป็นครับ จุลินทรีย์ในน้ำหมักเป็นกลุ่มไม่ใช้ออกซิเจน จะมาตายหมดในกะละมังที่เป็นแบบใช้ออกซิเจน ...... สรุป มีแค่ใบไม้กับขี้วัวก็มีครบทุกอย่าง แค่ใบไม้กับขี้วัวก็ได้ปุ๋ยหมักคุณภาพดีแล้ว .... ง่าย ๆ พอเพียง .... ของง่าย ๆ ก็มีคุณภาพสูงได้เหมือนกันนะครับ
จุลินทรีย์ในวิธีนี้จะเป็นกลุ่มใช้ออกซิเจนเพราะมีการพลิกทุกวัน ซึ่งจุลินทรีย์กลุ่มนี้สร้างกลิ่นไม่เป็น สร้างน้ำเสียไม่เป็น และไม่ดึงดูดแมลงวันครับ
ทีนี้ถ้าต้องการปุ๋ยหมักมาก ๆ อย่างเช่น 10 ตัน ถ้าจะทำในกะละมังก็ไม่ไหว ก็ต้องทำแบบวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ที่กองเป็นแถวยาว แต่ไม่ต้องพลิกกลับกอง แต่หลักการก็ยังเหมือนเดิมข้างต้น คือ ต้องให้ความสำคัญกับจุลินทรีย์ ไนโตรเจน คาร์บอน ความชื้น และอากาศ




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น