ไว้บันทึกเรื่องราวรอบๆตัว

วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การผลิตผักอินทรีย์ส่งโครงการหลวง

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม อ.ลี้ ลำพูน คุณเล็ก (พูนผล เล็กไม่น้อย) หัวหน้าศูนย์ ได้นำวิธีการผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองไปใช้ในการผลิตผักอินทรีย์ส่งโครงการหลวง ... การผลิตผักอินทรีย์แปลว่าใช้ปุ๋ยเคมีไม่ได้ ใช้สารเคมีไม่ได้ ปุ๋ยหมักจึงเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดในการผลิตผักอินทรีย์ .... ความจริงปุ๋ยหมักทำวิธีไหนก็มีคุณภาพเหมือน ๆ กัน เพียงแต่วิธีไม่พลิกกลับกองของมหาวิทยาลัยแม่โจ้นี้ง่ายสุดแล้ว ไม่ต้องพลิกกอง ไม่ต้องมีการเติมสารต่าง ๆ ให้วุ่นวาย ปุ๋ยหมักมีคุณภาพสูงผ่านมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของประเทศ .... ผลงานนี้ก็น่าจะทำให้เพื่อน ๆ คลายความสงสัยไปได้ว่าปุ๋ยหมักจะดีสู้ปุ๋ยเคมีได้อย่างไร ..... ปลูกผักอินทรีย์สำเร็จได้โดยไม่ต้องมาสนใจว่าปุ๋ยหมักมีค่า N P K เท่ากับปุ๋ยเคมีหรือเปล่า ใช้มูลสัตว์อะไร ใช้เศษพืชอะไรจึงจะให้คุณค่าสูงสุด .... แค่ลงมือทำเท่านั้นครับ


ดินปลูกของที่นี่เดิมเลวมาก เป็นดินผสมฝุ่นขาว เมื่อแห้งจะแข็ง เมื่อเปียกจะแฉะ มีค่าอินทรีย์วัตถุต่ำเพียง 0.8% การปรับปรุงดินต้องการปุ๋ยหมักในปริมาณมาก .... การผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองจึงนับว่าเหมาะที่สุด เพราะต้องการปุ๋ยหมักมาก ก็แค่ทำกองยาว ๆ อีกสองเดือนก็ได้ปุ๋ยหมักใช้แล้ว


เกษตรกรในโครงการ 1 ครอบครัวรับผิดชอบ 2 โรงเรือนที่คลุมตาข่ายกันแมลง พื้นที่แต่ละโรงเรือน 6x24 เมตร เกษตรกรจะมีกำไรเดือนละ 10,000 บาท ปีละ 120,000 บาท รายได้ดีกว่าปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ทำกัน 30 ไร่ ที่ใช้ยาฆ่าหญ้ายาฆ่าแมลงที่มีผลต่อสุขภาพของเกษตรกร แต่ขาดทุนทุกปี ... ช่วงแรก ๆ คุณเล็กใส่ปุ๋ยหมักมากไปหน่อย ผลคือผักเหลืองตายหมด เพราะความแรงของปุ๋ยหมัก .... จนทุกวันนี้คุณเล็กต้องคอยเตือนเกษตรกรว่า "ปุ๋ยหมักไม่ใช่ดินปลูก" ห้ามใส่เกินกว่าที่กำหนด .... ที่นี่มีการทำน้ำส้มควันไม้และน้ำหมักชีวภาพเพื่อไล่แมลงกับเชื้อราด้วย


ที่นี่มีข้อบังคับว่า ที่ด้านหน้าแต่ละโรงเรือนเกษตรกรต้องทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง 1 กองตลอดทั้งปี เพื่อใช้ในการเพาะปลูก .... เศษพืชก็มีอยู่แล้ว ซื้อหาแต่มูลสัตว์เท่านั้น


สรุปว่า การปลูกผักที่ปลอดสารเคมีแบบนี้เป็นที่ต้องการของตลาด ต้นทุนถูก มีรายได้ สุขภาพดี ลดการเผา ดินดี .... ทำน้อยแต่ได้มาก .... อย่างนี้น่าจะดีใช่ไหมครับ .... ถ้าจะต้องแข่งกับผักเคมีของต่างประเทศที่จะทะลักเข้ามาเมื่อไทยเข้าร่วม AEC เกษตรกรไทยไม่มีวันแข่งกับผักเพื่อนบ้านที่มีราคาถูกได้ เพราะลำพังปลูกผักขายทุกวันนี้ก็เป็นหนี้กันส่วนใหญ่อยู่แล้ว การปลูกพืชผักทางเลือกจึงน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ .... ใครปรับตัวได้ก่อน คนนั้นก็รอด .... ใครทำปุ๋ยหมักขายก่อน คนนั้นก็รวย ..... พอเพียงก็รวยได้ครับผม


ผมคิดว่าเราโดนสังคมและระบบการเกษตรเชิงเดี่ยวล้างสมองและหลอกมานานร่วม 50 ปี จนถ้าขาดปุ๋ยเคมีขาดสารเคมีก็ดูเหมือนว่าจะเพาะปลูกพืชอะไรไม่ได้เลย ... ผมไม่ได้ส่งเสริมให้ทำอินทรีย์นะครับ อยากให้ทำอินทรีย์บวกเคมีถ้าต้องปลูกมัน อ้อย ข้าว เพียงแต่อยากให้ดินดีขึ้น ผลผลิตเพิ่ม ลดการเผาฟางและใบไม้ ลดโลกร้อน อยากให้เพื่อน ๆ เอาวิธีนี้ไปทำปุ๋ยหมักขาย ร่ำรวยให้มาก ๆ ... ดีกว่าเอาเงินไปซื้อหวยเสียอีกครับ





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น