ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้
ข้อดีอีกประการหนึ่งของการผลิตปุ๋ยหมักวิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ที่ไม่ต้องพลิกกลับกอง ก็คือ สามารถลดการขนย้ายวัสดุได้ ... มีฟางในนา ก็เอาทำกองปุ๋ยข้างนา ตรงที่มีแหล่งน้ำดูแลตลอด 2 เดือนได้ ... ทำบนดิน ตากแดด ตากฝน (ตากฝน - ในหน้าฝนทำกองปุ๋ยหมักแบบนี้ได้ครับ เพราะน้ำฝนไม่สามารถเข้าไปในกองปุ๋ยได้)
ข้าวไร่หนึ่งเมื่อเกี่ยวข้าวแล้ว จะเหลือฟางประมาณ 600 กก. เอามูลสัตว์เข้ามาร่วมตามวิธีการ เสร็จแล้วพอแห้งดีเป็นปุ๋ยก็จะได้สัก 800 กก. เอาใส่กลับลงในนา .... ก็พอจะเห็นภาพนะครับ ว่าธาตุอาหารรอง จุลธาตุที่ข้าวสะสมไว้ในฟาง ก็จะหมุนเวียนกลับลงไปให้ข้าวได้ใช้ไหม่ ไม่สูญหาย ... ดีกว่าเผาทิ้งนะครับ ... เผาฟางเท่ากับเผาเงิน
ธาตุอาหารรองได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ซัลเฟอร์ ... จุลธาตุได้แก่ โบรอน โมลิบดินัม เหล็ก ทองแดง สังกะสี แมงกานีส คลอรีน ... ขอถามสักคำเถอะครับ ว่า ปุ๋ย 15 - 15 - 15 มีธาตุอาหารรองและจุลธาตุแบบนี้สักนิดหนึ่งไหมครับ ... ไม่มีครับ
คุณ @จรูญ สุยะ เป็นเพื่อนในเพจห้องเรียน ศึกษาจากที่เพจโพส แล้วลงมือ ททท ทำทันที ได้กองปุ๋ยสวย ๆ ที่ข้างนา เอาไปใส่นา เหลือใส่ต้นมะนาว มะลิ ดาวเรือง เพราะร้อยพวงมาลัยขายด้วย คุณจรูญบอกได้คำเดียวว่า ... ประทับใจกับความง่าย ๆ ครับ และจะเดินตามแนวธรรมชาตินี้ต่อไป
การทำปุ๋ยหมักวิธีของแม่โจ้ที่ไม่ต้องพลิกกลับกองนั้น มีข้อดีคือ (แน่นอน) ไม่ต้องพลิกกลับกอง ลดการใช้แรงงาน ทำในนาในสวนก็ได้ ลดการขนย้าย ได้ปุ๋ยหมักปริมาณมาก ๆ ไม่ต้องใช้สารอะไร (มีแต่มูลสัตว์กับเศษพืช) ทำบนดิน ไม่ต้องมีหลังคา ลดการเผาฟางหรือใบไม้ ใช้ประโยชน์จากผักตบชวา และเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ข้าวไร่หนึ่งเมื่อเกี่ยวข้าวแล้ว จะเหลือฟางประมาณ 600 กก. เอามูลสัตว์เข้ามาร่วมตามวิธีการ เสร็จแล้วพอแห้งดีเป็นปุ๋ยก็จะได้สัก 800 กก. เอาใส่กลับลงในนา .... ก็พอจะเห็นภาพนะครับ ว่าธาตุอาหารรอง จุลธาตุที่ข้าวสะสมไว้ในฟาง ก็จะหมุนเวียนกลับลงไปให้ข้าวได้ใช้ไหม่ ไม่สูญหาย ... ดีกว่าเผาทิ้งนะครับ ... เผาฟางเท่ากับเผาเงิน
ธาตุอาหารรองได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ซัลเฟอร์ ... จุลธาตุได้แก่ โบรอน โมลิบดินัม เหล็ก ทองแดง สังกะสี แมงกานีส คลอรีน ... ขอถามสักคำเถอะครับ ว่า ปุ๋ย 15 - 15 - 15 มีธาตุอาหารรองและจุลธาตุแบบนี้สักนิดหนึ่งไหมครับ ... ไม่มีครับ
คุณ @จรูญ สุยะ เป็นเพื่อนในเพจห้องเรียน ศึกษาจากที่เพจโพส แล้วลงมือ ททท ทำทันที ได้กองปุ๋ยสวย ๆ ที่ข้างนา เอาไปใส่นา เหลือใส่ต้นมะนาว มะลิ ดาวเรือง เพราะร้อยพวงมาลัยขายด้วย คุณจรูญบอกได้คำเดียวว่า ... ประทับใจกับความง่าย ๆ ครับ และจะเดินตามแนวธรรมชาตินี้ต่อไป
การทำปุ๋ยหมักวิธีของแม่โจ้ที่ไม่ต้องพลิกกลับกองนั้น มีข้อดีคือ (แน่นอน) ไม่ต้องพลิกกลับกอง ลดการใช้แรงงาน ทำในนาในสวนก็ได้ ลดการขนย้าย ได้ปุ๋ยหมักปริมาณมาก ๆ ไม่ต้องใช้สารอะไร (มีแต่มูลสัตว์กับเศษพืช) ทำบนดิน ไม่ต้องมีหลังคา ลดการเผาฟางหรือใบไม้ ใช้ประโยชน์จากผักตบชวา และเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
กระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพในกองปุ๋ยจะไปสกัดเอาคาร์บอนในเศษพืชออกไปให้จุลินทรีย์ใช้เป็นสารอาหาร เหลือตกค้างเหล่าจุลธาตุ (โบรอน โมลิบดินัม เหล็ก ทองแดง สังกะสี คลอรีน แมงกานีส) ธาตุอาหารรอง (แคลเซียม แมกนีเซียม ซัลเฟอร์) และธาตุอาหารหลัก (ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม) เอาไว้ในปุ๋ยหมัก ให้เราได้นำไปให้ต้นพืชใช้ เป็นการหมุนเวียนแร่ธาตุโดยไม่ต้องไปซื้อหา
แล้วจุลธาตุ ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารหลักมาจากไหน .. ก็มาจากการที่รากพืชดูดซับขึ้นมาจากดิน เอามาสะสมไว้ในใบ ในต้น เพื่อสร้างดอก เมล็ด ผล ให้เราได้ทาน ได้เก็บเกี่ยว ... ดังนั้น หากเราเผาเศษพืชทิ้งไป ก็เท่ากับเผาทำลายธาตุอาหารต่าง ๆ เหล่านี้ทิ้งไปด้วยอย่างน่าเสียดาย
แต่การทำกองปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกองก็มีขั้นตอนและหลักการบางประการที่ผิดพลาดไม่ได้ ยอมไม่ได้ เพราะหากผิดขั้นตอนไป การย่อยสลายก็จะไม่สมบูรณ์ ได้ปุ๋ยหมักคุณภาพต่ำ และใช้เวลานาน ... มาดูว่าข้อผิดพลาดอะไรบ้างที่จารย์ลุงมักพบจากประสบการณ์ที่ไปช่วยเพื่อน ๆ เกษตรกรทำปุ๋ยหมัก
1. ห้ามขี้เกียจดูแลน้ำกองปุ๋ย เพราะถ้ากองปุ๋ยแห้งลง จุลินทรีย์จะมีชีวิตทำงานให้เราไม่ได้ การย่อยสลายจะยุติ
2. อย่านึกว่าการรดน้ำกองปุ๋ยจากภายนอกจะทำให้น้ำซึมลงไปข้างในได้ทั่วถึง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะน้ำจะไม่มีวันซึมลงไปลึกถึงข้างล่างได้ครับ เนื่องจากคุณสมบัติที่เรียกว่า Field Capacity ของอินทรีย์วัตถุ
3. ห้ามทำกองปุ๋ยหมักในหลุม หรือทำในคอกซีเมนต์บล็อค เพราะจะทำให้อากาศเข้าทางด้านข้างไม่ได้ และเกิดการเน่าเหม็นที่บริเวณใต้กองปุ๋ยเพราะมีน้ำขัง
4. ห้ามระบายความร้อนในกองปุ๋ย เพราะความร้อนช่วยให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดีขึ้น และช่วยให้มีการไหลเวียนของอากาศเข้ากองปุ๋ยที่ทำให้เราลดแรงงานในการพลิกกองปุ๋ยได้
5. ห้ามทำกองปุ๋ยใต้ต้นไม้ เพราะความร้อนและน้ำที่ละลายแร่ธาตุออกมาจะทำให้ต้นไม้ตายได้ ควรทำนอกทรงพุ่ม
6. ห้ามทำเป็นกองรูปสี่เหลี่ยม เพราะจะเกิดการลัดวงจรของอากาศที่ไหลเข้ากองปุ๋ย อากาศจะเข้าไปถึงตรงกลางกองปุ๋ยไม่ได้ ทำให้การย่อยสลายช้าลง
7. ห้ามขึ้นเหยียบกองปุ๋ย เพราะจะทำให้กองปุ๋ยแน่นจนอากาศเข้ากองปุ๋ยไม่ได้
8. ห้ามวางเศษพืชหนาเกินไป จารย์ลุงกำหนดให้เศษพืชหนาได้ไม่เกิน 10 ซม. เพราะถ้าหนาเกินไปจุลินทรีย์จะเดินทางเข้าไปย่อยสลายไม่ได้
9. ห้ามเอาผ้าคลุม หรือเอาดินปกคลุมข้างบน เพราะจะไปขัดขวางการไหลของอากาศ
10. ห้ามแคร์สายตาของเพื่อนบ้าน เพราะเขาพวกนั้นเป็นพวก "ดวงตายังไม่เห็นธรรม" เขาพวกนั้นยังรังเกียจการลงมือทำการเพาะปลูกอย่างปราณีต ที่เป็นเหตุเป็นผล แต่รักที่จะเสียเงินมาก ๆ ซื้อปุ๋ยนาโน ปุ๋ยมหัศจรรย์ ปุ๋ยสารพัดกรด ฯลฯ และ ... เผาฟาง และเชื่อไหมครับ พอเราทำปุ๋ยหมักใส่กระสอบเสร็จ เขาพวกนั้นก็จะเป็นกลุ่มแรกที่มาขอแบ่งซื้อ
11. จะใส่สารเร่งจุลินทรีย์ หรือ พด.1 เพิ่มก็ได้ แต่การย่อยสลายจะไม่เสร็จเร็วขึ้นครับ เพราะจุลินทรีย์จะรักษาระดับปริมาณของมันในกองปุ๋ยครับ ... การที่วิธีทำง่าย ๆ ก็ไม่ได้แปลว่าปุ๋ยหมักไม่มีคุณภาพนะจ๊ะ
12. น้ำหมักชีวภาพหาได้เป็นพระเอกในทุกเรื่องไม่ สำหรับกองปุ๋ยแบบใหม่นี้เป็นการย่อยสลายแบบใช้ออกซิเจนที่ไม่เคยส่งกลิ่น แต่ถ้าเอาน้ำหมักชีวภาพมาใส่ จุลินทรีย์ในน้ำหมักเป็นแบบไม่ใช้ออกซิเจนเมื่อเอามาใส่ในกองปุ๋ยที่มีออกซิเจนจุลินทรีย์ในน้ำหมักก็เลยเป๋ ไปไม่ถูก ช่วยอะไรไม่ได้ แถมยังทำให้กองปุ๋ยมีกลิ่นอีกต่างหาก .. ถ้าจะใส่อยากแนะนำให้ใส่ตอนจะใส่กระสอบครับ ก่อนนำไปใช้
การทำปุ๋ยหมักแบบใหม่นี้ จะช่วยให้เพื่อน ๆ สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ครั้งละ 10 20 30 40 ตัน เสร็จในสองเดือน ... ก็เป็นโอกาสที่ดีที่จะมีปุ๋ยหมักบำรุงสวนของเราอย่างเพียงพอ .... ลองคิดนอกกรอบไหมครับ .... ว่า .... ปุ๋ยหมักที่เหลือลองขายเพื่อนบ้านดู กก.ละ 5 บาท หรือตันละ 5,000 บาท ทั้ง ๆ ที่มีต้นทุนตันละ 750 บาท .... ไม่มีการค้าใดที่ให้กำไรดีอย่างนี้อีกแล้วครับ ภายในเวลา 2 เดือน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น