Piya Kittipadakul
2 พ.ค. 2557
การศึกษาที่ต้องปฏิรูปในไทย แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร
ชอบแนวคิดของผู้โพสท์ Decharut Sukkumnoed ที่เสนอแนวคิดการพัฒนาการศึกษากับการเลี้ยงปลา โดยเน้นพัฒนากลุ่มคนที่เรียนไม่เก่งซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ แทนการมุ่งเน้นแต่กลุ่มหัวกะทิที่ทำกันในปัจุบัน
แต่อเมริกาเขาพัฒนาการศึกษาไกลกว่านั้นอีก โดยมีกฏหมายที่เรียกว่า No Child Left Behind โดยหลักการคือ ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงการศึกษา ไม่ว่าจะพิการ หรือมีปัญหาในด้านอื่นที่ขัดขวางการเข้าถึงสถานศึกษา
ปลาหัวและปลาหาง: บทเรียนล้ำค่าจากคนเลี้ยงปลานิล
เมื่อเย็นวันจันทร์หลังเลิกงาน ผมและภรรยาขับรถมาชลบุรีเพื่อเรียนรู้เรื่องการเลี้ยงปลานิล แต่ผมกลับได้พบบทเรียนที่สำคัญที่สังคมไทยควรจะต้องฉุกคิดให้มากจากคนเลี้ยงปลานิล อย่างไม่น่าเชื่อ ผมเลยขอเล่าให้ทุกคนฟังครับ
คุณตะวัน เจ้าของฟาร์มปลานิลพาพวกเราไปดูการให้อาหารปลานิล ในบ่อปลาใหญ่ เพียงแค่คุณตะวันขับรถมอเตอร์ไซด์พ่วงไปใกล้ๆ บ่อ ปลานิลก็ว่ายมาวนเวียนเต็มไปหมด พอคุณตะวันเทอาหารปลาลงไปในกระเช้าอาหารปลาเท่านั้น ปลานิลก็ว่ายรุมเข้ามากินอาหารกันใหญ่ ผมและภรรยาต่างตื่นตากับทั้งวิธีการให้อาหารของคุณตะวัน และที่น่าตื่นใจยิ่งกว่าก็คือ ขนาดของปลานิลที่หลายตัวมีขนาดใหญ่ประทับใจ ซึ่งหากปลานิลแต่ละตัวมีน้ำหนักมากว่า 0.8 กก./ตัว จะถือว่าเป็นปลานิลเกรด 1 หรือเกษตรกรจะเรียกว่า ปลาหัว (หมายความว่า มีคุณภาพระดับหัว)
ขณะที่เราทั้งสองคนกำลังรัวชัตเตอร์กันใหญ่ คุณพรชัย บัวประดิษฐ์ ลูกพี่ลูกน้องของคุณตะวัน และเป็นประธานชมรมผู้เลี้ยงสัตว์น้ำบางหัก ก็พูดขึ้นว่า “อาจารย์ทราบมั้ยครับว่า เราสองคนไม่ได้ดูปลาเหมือนคนกินอย่างอาจารย์”
ผมหยุดถ่ายรูปแล้วถามว่า “ยังไงเหรอครับ?” คุณพรชัยบอกว่า “อาจารย์ตื่นตาตื่นใจไปกับปลาตัวใหญ่ที่อาจารย์เห็นในตอนแรก เกษตรกรที่อื่นก็เป็นแบบนั้น แต่ถ้าเรามองแบบนั้น แล้วเราตัดสินใจจับปลาในบ่อไปขาย เราจะได้ปลาหัว (คือปลาเกรด 1) เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะส่วนที่เรายังมองไม่เห็นหรือไม่ได้ตั้งใจมองคือ ปลาหาง แต่เมื่อวิดและจับขายแล้ว เราจึงจะเห็นปลาหางเต็มไปหมดในบ่อ (ปลาหาง หมายถึง ปลาขนาดเล็กที่จัดเป็นเกรด 2-5 ซึ่งจะได้ราคาต่ำกว่ามาก)
คุณพรชัยเล่าต่อว่า “เพราะฉะนั้น พวกเราจะจ้องมองหาปลาหางในบ่อนี้ เราจะเล็งหาปลาที่มีขนาดเล็กที่สุด ไม่ใช่ใหญ่ที่สุด และเราจะนำมาตั้งโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้ปลาหางเหล่านี้ กลายเป็นปลาหัวให้มากที่สุด เราต้องบำรุงน้ำ เติมอากาศ ปรับเพิ่ม/ลดอาหารอย่างไร เมื่อเราจับปลา เราจะได้ปลาหัวเยอะมาก โดยที่แทบจะไม่มีปลาหางเลย” คุณพรชัยยกตัวอย่างว่า “ล่าสุด ลุงสมหมายสมาชิกในกลุ่มจับปลานิลขายไป 12 ตัน มีปลาหางแค่ 200 กิโลกรัม นอกนั้นได้ปลาหัวทั้งหมดเลย”
คุณพรชัยบอกว่า “การบำรุงปลาหางก็จะทำให้ปลาหัวโตขึ้นด้วย แต่เมื่อโตเกิน 0.8 กก./ตัว แล้วจะได้ราคาที่ดีเหมือนกันหมด (ณ วันนั้นคือ 47 บาท/กก.) ดังนั้น ส่วนปลาหัวที่โตขึ้นจึงเป็นเสมือนโบนัสที่ได้เพิ่มขึ้นมา แต่หากปล่อยให้มีปลาหางในบ่อที่เราจับมากขึ้น (คือต่ำกว่า 0.8 กก./ตัว) ราคาจะตกลงไปมากกว่า 10 บาท/กก. (ณ วันนั้น ราคาปลาเกรด 2 คือ 35 บาท/กก. ถ้าเป็นปลาเกรดอื่นๆ จะต่ำลงไปอีก) เพราะฉะนั้น การบำรุงปลาหางจึงเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าบำรุงปลาหัว และจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างคุ้มค่าที่สุด”
แม้ว่าคำสอนของคุณพรชัยในวันนั้นจะเป็นเรื่องของปลานิล แต่ก็ทำให้ผม “มโน” นึกเลยไปถึงถึงวิธีคิดหลายๆ เรื่องในสังคมของเรา เช่น การวัดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ซึ่งมักจะวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ทั้งที่จริงๆแล้ว ผลิตภัณฑ์มวลรวมกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศจะอยู่มือคนเพียงประมาณร้อยละ 20 เท่านั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ว่ากันและมุ่งเน้นกันนั้น จึงเป็นการวัดการเติบโตของ “ปลาหัว” มากกว่าที่จะวัดการเติบโตของปลาทั้งบ่อ ดังเช่น กรณีจังหวัดระยองที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัวสูงถึง 1.2 ล้านบาท/คน/ปี เป็นอันดับที่หนึ่งของประเทศไทย แต่พอไปวัดรายได้เฉลี่ยในกระเป๋าของประชาชนในจังหวัดระยองจริงๆ แล้วกลับมีรายได้กันไม่ถึง 1 แสนบาท/คน/ปี น้อยกว่าอีกหลายๆ จังหวัดในประเทศไทย การวัดเศรษฐกิจของ “ปลาหัว” จึงเป็นเพียงภาพลวงตาที่ทำให้คน “ตื่นตาตื่นใจ” (เหมือนผมในตอนแรก) แต่มิใช่ความเป็นจริง
ล่าสุด โครงการพัฒนาและสหประชาชาติ (หรือ UNDP) จึงได้เน้นว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ควรจะเป็นจะต้องเป็นการเติบโตแบบทั่วถึง หรือ inclusive growth มิใช่กระจุกตัวอยู่เฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่เป็น “ปลาหัว” ของระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องวัดลงไปถึงการเติบโตของคนในระดับ “ปลาหาง” ของระบบเศรษฐกิจด้วย อันเป็นที่มาที่ตัวผมเองจึงได้พัฒนาตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่ตัวหนึ่งเรียกว่า “การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ฐานราก หรือ Growth at the bottom ซึ่งมุ่งวัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของคน 20% ที่จนที่สุดในประเทศ และในแต่ละจังหวัด เพราะหากเราสามารถทำให้คนที่อยู่ 20% สุดท้ายหรือ “ปลาหาง” ของระบบเศรษฐกิจดีขึ้นได้ ย่อมแปลว่า ทุกคนในระบบเศรษฐกิจจึงจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
แต่บทเรียนเรื่อง “ปลาหัวและปลาหาง” ที่สะเทือนและสะท้อนอยู่ในใจผมมากที่สุดไม่ใช่เรื่องทางเศรษฐกิจ แต่กลับเป็นเรื่องการศึกษา การศึกษาของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เรามักจะตื่นตาตื่นใจกับ “ปลาหัว” ทุ่มเทและพัฒนาปลาหัว จนเด็กของเราสามารถพิชิตเหรียญรางวัลต่างๆ ได้อย่างสม่ำเสมอและน่าชื่นชม
แต่ขณะเดียวกัน เรากลับละเลย “ปลาหาง” เราไม่ค่อยทุ่มเทให้กับนักเรียนที่เรียนไม่ทัน ไม่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน ไม่มีเงินไปเรียนโครงการพิเศษ จนปลาหางเหล่านี้กลับเล็กลงและซูบผอมในเชิงศักยภาพ และมีจำนวนไม่น้อยที่หลุดไปจากระบบการศึกษาก่อนวัยอันควร
จุดที่สำคัญก็คือ สัดส่วนของ “ปลาหาง” ในระบบการศึกษาไทยนั่นมีมากกว่า “ปลาหัว” หลายเท่า ดังนั้น เมื่อประเมินภาพรวมของการศึกษาไทย ไม่ว่าจะเป็น O-NET หรือ PISA ผลการประเมินของเด็กไทยในภาพรวมจึงต่ำเตี้ยลง ตรงข้ามกับความก้าวหน้าของปลาหัวที่กวาดเหรียญโอลิมปิกวิชาการกันเป็นประจำทุกปี แล้วเราก็ไม่เคยตอบได้ว่า เราจะพัฒนาระบบการศึกษาของเราขึ้นได้อย่างไร เพราะเราไม่ได้ตั้งโจทย์แบบคุณพรชัยตั้ง เรากลับมองกันแต่ “ปลาหัว” เท่านั้น
แน่นอนว่า เด็กไทยไม่ใช่ปลาที่จะถูกจับไปขายกิน แต่เด็กไทยก็ผู้ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไปในอนาคต แล้วอนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร? ถ้าเรายังสนใจที่จะบำรุง “ปลาหัว” ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าเป็นหลัก (ทั้งในระบบเศรษฐกิจและในระบบการศึกษา)
แล้วสังคมไทยของเราจะเข้มแข็งและเท่าเทียมกันได้อย่างไร?
ถ้าปลาหัวยังคงเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เราละเลย “ปลาหาง” ให้เป็นปลาเกรดต่ำลงไป
ผมคิดว่า มันน่าจะดีกว่าหรือไม่ ถ้าเราจะหันมามองแบบที่คุณพรชัยมอง แล้วมาตั้งโจทย์กันว่าจะทำอย่างไรให้ปลาหางเติบโตได้เต็มศักยภาพ? เพราะหากทำได้เหมือนคุณพรชัย ปลาเกือบทุกตัวในบ่อของสังคมไทยจะได้เป็นปลาเกรด 1 ไปพร้อมๆ กัน สังคมไทยของเราก็จะมีแต่ “ปลาหัว” หรือเป็นปลาที่จะสร้างศักยภาพของสังคมไทยให้เข้มแข็ง สร้างสรรค์ และยั่งยืน อย่างเท่าเทียมกันต่อไป
ขอจบการ “มโน” แต่เพียงเท่านี้ครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น