ไว้บันทึกเรื่องราวรอบๆตัว

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เคยสงสัยไหมครับว่าขั้นตอนไหนที่ทำให้เศษพืชเปลี่ยนเป็นปุ๋ยหมักได้โดยไม่ต้องพลิกกลับ

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

การทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ที่กองเป็นแถวยาว ๆ เป็นรูปสามเหลี่ยม ใช้แต่เศษพืชกับมูลสัตว์ วางเป็นชั้นบาง ๆ สลับกันระหว่างเศษพืชกับมูลสัตว์ ดูแลน้ำสองเดือนก็ได้ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพผ่านมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของประเทศ ... เคยสงสัยไหมครับว่าขั้นตอนไหนที่ทำให้เศษพืชเปลี่ยนเป็นปุ๋ยหมักได้โดยไม่ต้องพลิกกลับ ... อะไรที่แตกต่างไปจากการทำปุ๋ยหมักวิธีอื่น ... อะไรคือเคล็ดลับอันนั้น

เคล็ดลับวิเศษนั้นมีแค่ 2 - 3 ข้อหลัก และอีก 2 - 3 ข้อย่อย ... ข้อหลัก ๆ คือการกองให้สูงเข้าไว้เพื่อเก็บกักความร้อนในกองปุ๋ยให้ได้ สูงสัก 1.5 เมตรก็จะพอดีกับการทำงานของคนไทย ความร้อนนี้เกิดจากการคายความร้อนออกมาของจุลินทรีย์จากกระบวนการย่อยสลายชีวภาพ .... พออากาศร้อนในกองปุ๋ยจะลอยตัวสูงขึ้นตามธรรมชาติก็จะมีอากาศเย็นกว่าจากภายนอกไหลซึมเข้าไปในกองปุ๋ยเพื่อเข้าไปแทนที่อากาศร้อนนั้น จุลินทรีย์ในกองปุ๋ยเลยได้รับออกซิเจนสำหรับกระบวนการย่อยสลายพอ ๆ กับวิธีการพลิกกลับกองเลย .... และเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีอากาศไหลเข้าไปทั่วทั้งกอง กองปุ๋ยจึงควรต้องเป็นรูปสามเหลี่ยมเพื่อลดจุดอับ เพราะการกองเป็นรูปสี่เหลี่ยมจะมีบริเวณกลางกองปุ๋ยที่อากาศเข้าไม่ถึง การย่อยสลายจะช้ามาก

ข้อต่อไปคือ สัดส่วนเศษพืชกับมูลสัตว์ครับ ... ในการดำรงชีพของจุลินทรีย์เขาต้องการคาร์บอนกับไนโตรเจนสำหรับเป็นสารอาหาร ในสัดส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน 20:1 - 25:1 โชคดีที่คาร์บอนมีในเศษพืชและไนโตรเจนมีในมูลสัตว์ ... หากใช้ใบไม้ 3 ส่วน มูลสัตว์ 1 ส่วน ก็จะได้สัดส่วนที่ต้องการ และหากเป็นเศษพืชที่ย่อยได้ง่ายกว่า อย่างเช่น ฟาง ผักตบชวา เศษข้าวโพด ก็ใช้ 4 ส่วน มูลสัตว์ 1 ส่วนครับ ... เป็นการตวงด้วยเข่ง ไม่ใช่การชั่งน้ำหนักนะครับ ... สาเหตุที่ใช้เข่งเพราะเกษตรกรไทยคงไม่มีเครื่องชั่งน้ำหนักที่บ้านกันทุกคนครับ

พอมีเศษพืชกับมูลสัตว์ในปริมาณและสัดส่วนที่ว่ามานี้ ในการขึ้นกองปุ๋ยให้เป็นรูปสามเหลี่ยมมีทางเลือกอยู่ 2 อย่าง คือ ผสมคลุกเคล้าพร้อมผสมน้ำก่อนขึ้นกองปุ๋ยเป็นรูปสามเหลี่ยม กับอีกวิธี วางเศษพืชสลับกับมูลสัตว์เป็นชั้นบาง ๆ สลับกันแล้วรดน้ำทุกชั้น ทั้งสองวิธีนี้ให้ผลเหมือนกัน คือ ให้จุลินทรีย์ได้พบกับเศษพืชอย่างทั่วถึง เพราะฉะนั้น ท่านใดทำกองปุ๋ยแล้วทำชั้นเศษพืชหนากว่า 10 ซม. ก็รับประกันได้ว่าโอกาสที่จุลินทรีย์จะไปพบเศษพืชได้ทั่ว ๆ นั้นก็คงลำบาก ครบสองเดือนพอล้มกองก็จะพบว่าเศษพืชไม่มีการเปื่อยครับ

ข้อต่อไปคือการดูแลน้ำกองปุ๋ย กองปุ๋ยแบบนี้ต้องการการดูแลน้ำอย่างพิถีพิถัน อย่างประณีต เพื่อให้เป็นปุ๋ยทั้งหมดกอง ... จุลินทรีย์จะหยุดกระบวนการถ้าขาดความชื้น .... จารย์ลุงจึงกำหนดให้รดน้ำวันละครั้ง ทุก 10 วันเจาะเติมน้ำ ระยะห่างรู 40 ซม.รอบกอง อยู่ในช่วงหน้าฝนก็ต้องเจาะเติมน้ำเพราะน้ำฝนไม่สามารถซึมลงไปข้างในได้

เคล็ดลับข้อย่อยคือ ห้ามขึ้นเหยียบกองปุ๋ย ห้ามเอาผ้าคลุมกองปุ๋ย

ความจริงการทำปุ๋ยหมักวิธีอื่นน่าจะนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้นะครับ จะได้ช่วยลดการพลิกกลับ และได้ปุ๋ยหมักที่สมบูรณ์ทั่วทั้งกอง โดยเฉพาะการดูแลความชื้นกองปุ๋ย เพราะเท่าที่สังเกตกองปุ๋ยของชาวบ้านมักปล่อยให้เทวดาเลี้ยง เป็นการดูแลกองปุ๋ยตามยถากรรม โดยไม่มีการกำชับเรื่องการดูแลน้ำกองปุ๋ย การเป็นปุ๋ยหมักจึงช้ามาก ทัศนคติเกี่ยวกับการทำปุ๋ยหมักขึ้นใช้เองของคนไทยจึงไม่ค่อยดีเท่าไรยังไงเล่าครับ

คราวนี้ถ้าเข้าใจหลักการอย่างลึกซึ้งแล้ว อยากได้ปุ๋ยหมักเยอะ ๆ ก็เพียง "บริหารจัดการ" ให้ได้มาซึ่งเศษพืชและมูลสัตว์เยอะ ๆ กองเป็นแถวยาว ๆ หลาย ๆ กอง ดูแลน้ำ สองเดือนก็เสร็จ ... ต้นทุนมีแค่มูลสัตว์ ... เค้าขายปุ๋ยหมักกันตันละ 5,000 - 7,000 บาทจ้า ... ทำขายโลดเลยครับ ... เป็นโรงปุ๋ยที่ประหลาด เพราะตากแดดตากฝนได้ .... ทำเยอะ ๆ ขี้เกียจรดน้ำประจำวันก็ติดสปริงเกลอร์ซะ แต่ครบ 10 วันก็ยังต้องเจาะเติมน้ำนะคร้าบบบ

ธาตุอาหารที่พืชทุกชนิดจำเป็นต้องใช้

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

ธาตุอาหารที่พืชทุกชนิดจำเป็นต้องใช้ เพื่อการเจริญเติบโต ออกดอก ออกผล มีอยู่ 16 ธาตุครับ 

ในบรรดา 16 ธาตุนี้ มี 3 ธาตุที่พืชได้มาจากอากาศและน้ำ คือ คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน 

ส่วนอีก 13 ธาตุนั้น พืชต้องดูดซับดึงขึ้นมาจากดินโดยอาศัยความชื้นในดิน ซึ่งธาตุเหล่านี้ได้มาจากการผุพังสลายตัวของส่วนที่เป็นอนินทรีย์วัตถุและอินทรีย์วัตถุหรือฮิวมัสในดิน สามารถแบ่งตามปริมาณที่พืชต้องการใช้ได้ เป็น 3 กลุ่มคือ ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุ

ธาตุอาหารหลักก็ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม

ธาตุอาหารรองได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และซัลเฟอร์

จุลธาตุได้แก่ เหล็ก แมงกานีส โบรอน โมลิบดินัม ทองแดง สังกะสี และคลอรีน

เมื่อคนเราทำการเพาะปลูกพืชทุกปี ๆ เราได้เก็บเกี่ยวผลผลิตรวมทั้งเศษซากพืชออกไปด้วย ธาตุอาหารต่าง ๆ จากในดินก็จึงหลุดออกไปกับผลผลิตและเศษซากพืชไปด้วย หากเกษตรกรไม่นำความอุดมสมบูรณ์กลับคืนลงดินและใส่แต่ปุ๋ยเคมี N P K ก็จะมีวันหนึ่งที่ถึงจุดที่ธาตุอาหารรองและจุลธาตุหมดไปจากดินเพาะปลูก และพบว่าผลผลิตเริ่มตกต่ำ การเพาะปลูกเริ่มไม่ได้ผล ต้นพืชเป็นโรคง่าย และมีการระบาดของแมลงเพลี้ยศัตรูพืชได้ง่าย การใช้ปุ๋ยเคมีเริ่มไม่มีประสิทธิภาพ และดินเริ่มเป็นกรดที่เหมาะกับการขยายตัวของโรคทางดิน

ความจริงธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุ มีอุดมสมบูรณ์อยู่แล้วในเศษซากพืช หากเราไม่ขนออกไปจากแปลงเพาะปลูกหรือเผาทิ้ง แต่นำไปทำเป็นปุ๋ยหมักแล้วใส่กลับในแปลงเพาะปลูก ธาตุอาหารต่าง ๆ ก็ย่อมจะถูกหมุนเวียนให้กลับเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ .... ตอซังข้าวเองก็สามารถไถกลบให้กลับลงในนาให้เป็นประโยชน์ต่อการเพาะปลูก ... เพียงแค่นี้ก็สามารถเพิ่มผลผลิต แก้ปัญหาดินเป็นกรด ลดโรคทางดิน หากใช้ปุ๋ยเคมีร่วมด้วยก็จะทำให้การใช้ปุ๋ยเคมีมีประสิทธิภาพสามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงไปได้

ลองนึกภาพดูนะครับ หากมีวิธีการทำปุ๋ยหมักในนาได้ก็คงจะดี หากไม่ต้องพลิกกลับกองเลยก็คงจะยิ่งดี และยิ่งไม่ต้องใส่สารอะไรเลยก็ยิ่งจะเยี่ยมนะครับ .... ห้องเรียนปุ๋ยหมักฯ นี้สอนเรื่องนี้ครับ ทำกองปุ๋ยในสวนในนา เกิดเศษพืชที่ไหนก็ทำตรงนั้น ไม่ต้องพลิกกลับกอง ใส่แต่มูลสัตว์ ขอดูแลน้ำตามวิธี แค่สองเดือนก็ได้ปุ๋ยหมักคุณภาพสูงแล้ว การหมุนเวียนธาตุอาหารกลับลงแปลงเพาะปลูกก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

การทำปุ๋ยหมักวิธีนี้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าหากเกษตรกรขึ้นกองปุ๋ยและดูแลน้ำกองปุ๋ยได้ตามกำหนดแล้ว ปุ๋ยหมักที่ได้จะต้องมีคุณภาพตามที่มาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของประเทศกำหนดทุกครั้ง ซึ่งความหมายก็คือ เราจะสามารถซื้อขายในชุมชนได้โดยไม่ต้องไปจดทะเบียนเป็นผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ..... กฎหมายกำหนดไว้ว่าใครทำปุ๋ยหมักไม่ผ่านมาตรฐานแล้วนำไปขายในชุมชน จะถูกจับและปรับเชียวนะครับ

ปุ๋ยหมักที่ผลิตได้ไม่สามารถนำไปปลูกพืชล้วน ๆ ในกระถาง หรือนำไปใช้เพาะปลูกในปริมาณที่มากเกินไปได้ เพราะพืชจะตายได้จากความเข้มข้นของธาตุอาหารรองและจุลธาตุในปุ๋ยหมักครับ

ในการปลูกผักในกระถางควรใช้ดิน 4 - 7 ส่วนต่อปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ถ้าเป็นแปลงปลูกผักก็ไม่ควรใส่ปุ๋ยหมักเกิน 2 กก.ต่อ ตร.เมตร ส่วนการปลูกข้าว มัน ยาง หรือพืชไร่อื่นสามารถใส่ปุ๋ยหมักได้ 300 - 3,000 กก.ต่อไรขึ้นกับว่าดินเพาะปลูกมีคุณภาพดีหรือเลวครับ รวมทั้งอีกปัจจัยที่สำคัญคือ หากทำปุ๋ยหมักใช้เองก็สามารถใส่ได้มาก เพราะต้นทุนการทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง 1 ตันมีแค่ 750 บาท ในขณะที่ถ้าต้องไปซื้อของคนอื่นจะมีราคาสูงถึงตันละ 5,000 - 7,000 บาทเชียวครับ

แค่ทำปุ๋ยหมักใช้เอง ที่เหลือขาย ก็สามารถสร้างรายได้เสริมได้ไม่เลวนะครับ ดินก็ดี ลดปุ๋ยเคมี ลดโรค ฟางใบไม้จะได้ไม่ต้องเผาทิ้ง .... เผาเศษพืชทิ้งก็เหมือนเผาเงินเล่น .... สู้เอามาทำประโยชน์หมุนเวียนแร่ธาตุกลับลงดินเพาะปลูกกันดีกว่านะครับ

วิธีการและขั้นตอนการทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองครับ


วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ชาวนาวันหยุด Timeline

มีคำถาม ถึงรากฐาน และการเติบโต
ของเครือข่ายชาวนาวันหยุด
-รากฐานมาจาก ความคิด ความเชื่อมั่นใน"ศักยภาพต้นข้าว ศักยภาพชาวนา"
กับแนวคิด"ลดบทบาทรัฐ เพิ่มบทบาทลูก"
การเปลี่ยนแปลงต้องมาจาก การระเบิดจากภายใน โดยคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับมรดกที่ดินและอาชีพ ซึ่งก็คือลูกหลานของชาวนาเอง ลดการพึ่งพา เรียกร้อง ภาครัฐ สร้างตัวตนและศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจในอาชีพ เน้น "ตัวตน - แหล่งที่มา"
- การเติบโต ของเครือข่าย ชาวนาวันหยุด
มาจาก "การตั้งคำถาม มีความสงสัย ความพยายาม หาคำตอบ หาจุดเปลี่ยนในอาชีพของพ่อแม่"ของคนรุ่นลูก(25-34ปี) ที่มี การศึกษา มีหน้าที่การงานประจำที่หลากหลาย
- พื้นที่ของเครือข่ายชาวนาวันหยุด จึงเป็นชุมชน ของนักปฏิบัติ ที่มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ไม่มีคำว่า "ผูกขาดความรู้ความเชื่อ อัตตา อคติต่อความเปลี่ยนแปลงในยุคสมัย"
- ทุกๆท่านที่ติดตามมาตลอด และเพิ่งเข้ามาติดตาม ก็จะพบว่า ทุกคนที่เข้ามา ตรงนี้ มีตัวตนอยู่จริง ลงมือทำจริง สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง ทั้งในระดับครอบครัว และชุมชน สังคม
- ที่นี่ไม่มีนักเลงคีย์บอร์ด(ที่ใช้นามแฝง มีแค่ความคิดในโลกอุดมคติ ไม่มีตัวอย่างการปฏิบัติ หรือวิทยาทานเป็นประโยชน์ต่อสังคมสาธารณะ) หรือพวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ มายุ่มย่าม เป็นอุปสรรค มาเตะตัดขาหรือกำลังใจ ในความมุ่งมั่น
- องค์ความรู้ปฏิบัติ ที่เครือข่ายชาวนาวันหยุด ทุกๆท่าน ช่วยกันทำ ช่วยกันแชร์ ทั้งผู้มีประสบการณ์ทางวิชาการ ให้คำชี้แนะ ชาวนามืออาชีพผู้ปฏิบัติ ที่คอยเป็นที่ปรึกษาให้กับชาวนาวันหยุด รุ่นใหม่ๆ
"เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์"ที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่ความเชื่อฝังหัว ว่าเรียนมาจากอาจารย์ นี้ อาจารย์โน้น ...แต่เป็นธรรมชาติ ที่สอนทุกคนให้ปรับตัวและเรียนรู้
- เราปรารถนา ที่จะก้าวข้าม จากศิลปินชาวนาบ้าพลัง ที่เก่งคนเดียว บินเดี่ยว ทำได้แต่ชุมชนไม่ได้ประโยชน์ร่วมด้วย
เพราะไม่ได้ตอบโจทย์ให้เข้ากับบริบทพื้นที่อื่นๆ เพราะเราเชื่อว่า คนสร้างทีม ทีมสร้างเครือข่าย การมีส่วนร่วม ร่วมสร้างระบบ> ระบบสร้างความยั่งยืน
- เป็นการยกระดับ สู่ความเป็นมืออาชีพ
มีทักษะ มีกระบวนการทางความคิด การวิเคราะห์ การปฏิบัติร่วมกันอย่างเป็นระบบมีหลากหลายโมเดล สำหรับการปรับใช้ในแต่ละพื้นที่ ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงด้านปัจจัยแรงงาน และตลาด > พร้อม ก้าวสู่การเป็นชาวนาผู้ประกอบการ สร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัวและชุมชน ต่อไป
- ขอขอบคุณ ทุกพลัง และการปฏิบัติ ต่อกันด้วยมิตรภาพที่ดีเสมอมา

ร่วมคิด ร่วมทำ นำเปลี่ยนแปลง
ไม่เรียกร้อง ไม่ร้องขอ ไม่รอคอย
วัยรุ่น มีแรง มีเวลา ...
เครือข่ายชาวนาวันหยุด


>ปี 2557 ก้าวต่อไป สู่การค้นหา พัฒนา
#ระบบเพิ่มผลผลิตข้าวนาปีนาน้ำฝน

สมัครติดตาม update วีดีโอช่อง ชาวนาวันหยุดwww.youtube.com/supersup300




การผลิตผักอินทรีย์ส่งโครงการหลวง

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม อ.ลี้ ลำพูน คุณเล็ก (พูนผล เล็กไม่น้อย) หัวหน้าศูนย์ ได้นำวิธีการผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองไปใช้ในการผลิตผักอินทรีย์ส่งโครงการหลวง ... การผลิตผักอินทรีย์แปลว่าใช้ปุ๋ยเคมีไม่ได้ ใช้สารเคมีไม่ได้ ปุ๋ยหมักจึงเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดในการผลิตผักอินทรีย์ .... ความจริงปุ๋ยหมักทำวิธีไหนก็มีคุณภาพเหมือน ๆ กัน เพียงแต่วิธีไม่พลิกกลับกองของมหาวิทยาลัยแม่โจ้นี้ง่ายสุดแล้ว ไม่ต้องพลิกกอง ไม่ต้องมีการเติมสารต่าง ๆ ให้วุ่นวาย ปุ๋ยหมักมีคุณภาพสูงผ่านมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของประเทศ .... ผลงานนี้ก็น่าจะทำให้เพื่อน ๆ คลายความสงสัยไปได้ว่าปุ๋ยหมักจะดีสู้ปุ๋ยเคมีได้อย่างไร ..... ปลูกผักอินทรีย์สำเร็จได้โดยไม่ต้องมาสนใจว่าปุ๋ยหมักมีค่า N P K เท่ากับปุ๋ยเคมีหรือเปล่า ใช้มูลสัตว์อะไร ใช้เศษพืชอะไรจึงจะให้คุณค่าสูงสุด .... แค่ลงมือทำเท่านั้นครับ


ดินปลูกของที่นี่เดิมเลวมาก เป็นดินผสมฝุ่นขาว เมื่อแห้งจะแข็ง เมื่อเปียกจะแฉะ มีค่าอินทรีย์วัตถุต่ำเพียง 0.8% การปรับปรุงดินต้องการปุ๋ยหมักในปริมาณมาก .... การผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองจึงนับว่าเหมาะที่สุด เพราะต้องการปุ๋ยหมักมาก ก็แค่ทำกองยาว ๆ อีกสองเดือนก็ได้ปุ๋ยหมักใช้แล้ว


เกษตรกรในโครงการ 1 ครอบครัวรับผิดชอบ 2 โรงเรือนที่คลุมตาข่ายกันแมลง พื้นที่แต่ละโรงเรือน 6x24 เมตร เกษตรกรจะมีกำไรเดือนละ 10,000 บาท ปีละ 120,000 บาท รายได้ดีกว่าปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ทำกัน 30 ไร่ ที่ใช้ยาฆ่าหญ้ายาฆ่าแมลงที่มีผลต่อสุขภาพของเกษตรกร แต่ขาดทุนทุกปี ... ช่วงแรก ๆ คุณเล็กใส่ปุ๋ยหมักมากไปหน่อย ผลคือผักเหลืองตายหมด เพราะความแรงของปุ๋ยหมัก .... จนทุกวันนี้คุณเล็กต้องคอยเตือนเกษตรกรว่า "ปุ๋ยหมักไม่ใช่ดินปลูก" ห้ามใส่เกินกว่าที่กำหนด .... ที่นี่มีการทำน้ำส้มควันไม้และน้ำหมักชีวภาพเพื่อไล่แมลงกับเชื้อราด้วย


ที่นี่มีข้อบังคับว่า ที่ด้านหน้าแต่ละโรงเรือนเกษตรกรต้องทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง 1 กองตลอดทั้งปี เพื่อใช้ในการเพาะปลูก .... เศษพืชก็มีอยู่แล้ว ซื้อหาแต่มูลสัตว์เท่านั้น


สรุปว่า การปลูกผักที่ปลอดสารเคมีแบบนี้เป็นที่ต้องการของตลาด ต้นทุนถูก มีรายได้ สุขภาพดี ลดการเผา ดินดี .... ทำน้อยแต่ได้มาก .... อย่างนี้น่าจะดีใช่ไหมครับ .... ถ้าจะต้องแข่งกับผักเคมีของต่างประเทศที่จะทะลักเข้ามาเมื่อไทยเข้าร่วม AEC เกษตรกรไทยไม่มีวันแข่งกับผักเพื่อนบ้านที่มีราคาถูกได้ เพราะลำพังปลูกผักขายทุกวันนี้ก็เป็นหนี้กันส่วนใหญ่อยู่แล้ว การปลูกพืชผักทางเลือกจึงน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ .... ใครปรับตัวได้ก่อน คนนั้นก็รอด .... ใครทำปุ๋ยหมักขายก่อน คนนั้นก็รวย ..... พอเพียงก็รวยได้ครับผม


ผมคิดว่าเราโดนสังคมและระบบการเกษตรเชิงเดี่ยวล้างสมองและหลอกมานานร่วม 50 ปี จนถ้าขาดปุ๋ยเคมีขาดสารเคมีก็ดูเหมือนว่าจะเพาะปลูกพืชอะไรไม่ได้เลย ... ผมไม่ได้ส่งเสริมให้ทำอินทรีย์นะครับ อยากให้ทำอินทรีย์บวกเคมีถ้าต้องปลูกมัน อ้อย ข้าว เพียงแต่อยากให้ดินดีขึ้น ผลผลิตเพิ่ม ลดการเผาฟางและใบไม้ ลดโลกร้อน อยากให้เพื่อน ๆ เอาวิธีนี้ไปทำปุ๋ยหมักขาย ร่ำรวยให้มาก ๆ ... ดีกว่าเอาเงินไปซื้อหวยเสียอีกครับ





วันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองมีความสำคัญกับชุมชนได้อย่างไร

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

การผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองมีความสำคัญกับชุมชนได้อย่างไร .... ลองนึกดูนะครับ ว่าฟางและใบไม้ไม่ต้องเผาทิ้งอีกต่อไป แต่ถูกเทศบาลส่งเสริมให้ชาวบ้านนำมาผลิตเป็นปุ๋ยหมักด้วยวิธีง่าย ๆ ที่ไม่ต้องพลิกกลับ สองเดือนเสร็จ ใช้แค่มูลสัตว์อย่างเดียว ..... จัดหามูลสัตว์ให้ชาวบ้าน 30 กระสอบสำหรับการผลิตปุ๋ยหมักทุก 1 ตัน .... ถ้ามีชาวบ้านยอมทำ 100 คน ๆ ละ 1 ตัน ก็จะใช้มูลสัตว์ทั้งหมด 3,000 กระสอบ คิดเป็นเงินค่ามูลสัตว์สำหรับทำโครงการแบบนี้แค่ประมาณ 90,000 บาทเท่านั้น

พอชาวบ้านมีปุ๋ยหมักใช้ เทศบาลก็น่าจะทำโครงการส่งเสริมให้ปลูกผักและข้าวอินทรีย์ เอาไปเสนอขายให้โรงพยาบาล โรงเรียน เพื่อจะได้มีออเดอร์ส่งผักทั้งปี ชาวบ้านก็จะมีรายได้เพิ่มอีกทาง คนไข้ คุณหมอ เด็กนักเรียนก็จะได้มีผักดี ๆ ปลอดสารทาน .... แล้วอาจขยายไปขายผักอินทรีย์ให้ร้านก๋วยเตี๋ยวในหมู่บ้าน ติดป้ายเลยว่าร้านนี้ใช้ผักอินทรีย์จากโครงการ .... แจ่มมมม

ความจริงเศษผักในตลาด เศษอาหารจากร้านอาหาร เศษอาหารจากบ้านเรือน ก็สามารถเอามาวางเป็นชั้นสลับในกองปุ๋ยวิธีนี้ได้ ก็จะทำให้การส่งเสริมให้มีธนาคารขยะในชุมชนก็ง่ายขึ้น .... ขยะที่ขายได้ถูกแยกออกที่ครัวเรือน เศษอาหารถูกแยกออกที่ครัวเรือนเอาไปทำปุ๋ยหมัก ก็จะเหลือขยะที่ไม่เน่าเหม็นเพียง 30% ที่ไปรับขยะสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้งก็ยังได้ ลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บขยะ ลดขยะที่จะเอาไปลงหลุมฝังกลบ ลดความเสี่ยงการติดไฟที่หลุมฝังกลบเพราะการย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจนที่หลุมฝังกลบก่อให้เกิดแก๊สมีเทนที่ติดไฟได้ แบบเดียวกับที่เกิดไฟไหม้หลุมขยะแพรกษาไงครับ ..... ถ้าทำแบบนี้ได้ ก็เท่ากับมีการจัดการขยะในชุมชนที่มีประสิทธิภาพ .... ลดขยะ ได้ปุ๋ยหมัก

ปุ๋ยหมัก 100 ตันทุก 2 เดือน คิดมูลค่าเป็นเงินสูงถึง 500,000 บาทเชียวนะครับ ถ้าไม่เอาปลูกผักแต่เอาไปขายให้สวนยาง สวนมัน ก็รวยแย่เลยครับ


ตามที่เคยเล่าว่าเกษตรกรของเทศบาลตำบลหนองบัว อ.ไชยปราการ เชียงใหม่ ผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง แล้วขายเชื่อในรูปของสหกรณ์ ซึ่งปรากฏว่าเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่มาเหมาปุ๋ยหมัก 12 ตันหมดเกลี้ยง ทำให้มีกำไรมากกว่า 5 หมื่นบาทภายในเวลาแค่ 2 เดือน โดยใช้เศษพืชเป็นเศษข้าวโพดและขี้วัว ... ตอนนี้มีรายละเอียดมาให้ดูแล้วครับ ตามนี้ :

ต้นทุน
ค่ามูลสัตว์ 300 กระสอบ ราคา 23 บาท เป็นเงิน 6,900 บาท
ค่าจ้างแรงงาน 6 คน กรรมการกลุ่ม 4 คน* เป็นเงิน 2,100 บาท
ค่าซังข้าวโพด ลำละ 150 บาท 6 ลำ เป็นเงิน 900 บาท
รวมเป็นต้นทุน 9,900 บาท
* จ้างคนงานทั่วไปวันละ 250 บาท กรรมการกลุ่มวันละ 150 บาท

จำหน่าย
ได้ปุ๋ยหมักทั้งหมด 420 กระสอบ น้ำหนักรวม 12,600 กิโลกรัม (กระสอบละ 30 กก.)
ต้นทุนต่อกิโลกรัม 1.27 บาท
ขายเงินสดไป 30 กระสอบ ๆ ละ 160 บาท เป็นเงิน 4,800 บาท
ขายเงินเชื่อ 390 กระสอบ ๆ ละ 165 บาท เป็นเงิน 64,350 บาท
รวมจำหน่าย 69,150 บาท

กำไร
69,150 - 9,900 บาท เป็นเงิน 59,250 บาท

แค่ 2 เดือน ... ไม่ต้องมีหลังคา ไม่ต้องมีพื้นคอนกรีต ตากแดดตากฝน ก็ได้เงินแล้ว

อันนี้เป็นของจริง ที่มีคนเอาไปทำแล้ว และทำได้จริงด้วย ... ลองคิดดูว่าหากเกษตรกรคนหนึ่งผลิตปุ๋ยหมักเดือนละ 1 ตัน ขายได้กำไรตันละ 4,700 บาทต่อเดือน ปีหนึ่งก็จะมีรายได้ถึง 56,400 บาทจากการขายปุ๋ยหมักให้เพื่อนบ้านอย่างเดียว ... อย่างนี้โครงการ 1 ไร่ 1 แสนก็น่าจะง่ายขึ้นเยอะนะครับ


วิธีการและขั้นตอนการผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=730667736949641&set=a.730302246986190.1073741829.729811563701925&type=1&theater

ข้อห้ามในการทำปุ๋ยหมักแบบนี้
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=754950991187982&set=a.730302246986190.1073741829.729811563701925&type=1&theater

คำถามที่ถามกันบ่อย
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=733113600038388&set=a.730302246986190.1073741829.729811563701925&type=1&theater&notif_t=photo_comment



วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ทำไมการไถกลบฟางมาก ๆ ลงในดินจึงเกิดผลเสีย

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

"ทำไมการไถกลบฟางมาก ๆ ลงในดินจึงเกิดผลเสีย ข้าวเหลือง ต้นห่าง ในขณะที่กรมพัฒนาที่ดินกลับส่งเสริมให้ไถกลบปุ๋ยพืชสดอย่างพวกถั่ว ปอเทือง"

กระบวนการในการย่อยสลายทางชีวภาพโดยจุลินทรีย์มี 2 ประเภทคือ แบบใช้ออกซิเจนและแบบไม่ใช้ออกซิเจน ... (1) กระบวนการแบบใช้ออกซิเจนจะไม่ปล่อยแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ (แก๊สไข่เน่า) และแก๊สมีเทนออกมา คล้ายกับกระบวนการที่เกิดในกองปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองของแม่โจ้ ซึ่งเราไม่เคยได้กลิ่นเหม็นเลย ไม่เคยดึงดูดแมลงวันเลย ไม่ปล่อยแก๊สที่ทำให้โลกร้อน ... จุลินทรีย์ในกระบวนการต้องการคาร์บอนและไนโตรเจนสำหรับการสร้างเซลล์และเจริญเติบโต ในกองปุ๋ยเรามีคาร์บอนจากเศษพืช มีไนโตรเจนจากมูลสัตว์ มีจุลินทรีย์จากมูลสัตว์ ถ้ามีสัดส่วนผสมที่เหมาะสมการย่อยสลายก็เกิดได้ดีและเร็ว 

(2) กระบวนการแบบไม่ใช้ออกซิเจน พวกนี้จะปล่อยแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์และมีเทนที่มีความเป็นพิษออกมา และปล่อยกรดอินทรีย์ออกมา การไถกลบตอซังถ้าไม่มาก เราก็จะหมักให้จมน้ำในนาปล่อยให้เกิดการย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจนสัก 30 วัน ... ถ้ารอให้ย่อยสลายหมด การปลูกข้าวก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากแก๊สพิษพวกนั้น อย่างที่ชาวนามักบอกว่ามันร้อน ถ้าอยากเร่งให้มีจุลินทรีย์มาก ๆ เราก็ควรทำน้ำหมักชีวภาพ (ซึ่งเป็นการทำแบบไม่ใช้ออกซิเจน) เอาไปรดเพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ ถ้าต้องการเพิ่มไนโตรเจนให้กับกระบวนการก็อาจโรยปุ๋ยยูเรียช่วย การย่อยสลายก็อาจเสร็จใน 15 วัน ... ทีนี้หากไถกลบฟางเยอะ ๆ ในนา การย่อยสลายก็จะใช้เวลานานหลายเดือนเพราะขาดจุลินทรีย์จำนวนมากและขาดไนโตรเจน พอการย่อยสลายยังไม่เสร็จเราไปดำนาปลูกข้าว ข้าวก็จะได้รับผลจากความเป็นพิษของแก๊สและกรด ... และเนื่องจากมีคาร์บอนจากฟางมาก กระบวนการย่อยสลายก็เลยต้องการไนโตรเจนมาก จุลินทรีย์ก็เลยไปแย่งไนโตรเจนจากข้าว ข้าวก็เลยเหลือง ต้นห่าง ข้าวได้น้อย .... แต่นาที่ทำแบบนี้ในปีหน้าดินจะดีแน่นอน นุ่ม ดินไม่เป็นกรดครับ

ทีนี้ พืชตระกูลถั่วมีรากปมไนโตรเจน การไถกลบพวกนี้จึงมีทั้งคาร์บอนและไนโตรเจนสำหรับการย่อยสลายของจุลินทรีย์ จึงไม่เกิดการแย่งไนโตรเจนจากพืช แต่กลับเป็นการเพิ่มไนโตรเจนให้พืชด้วยซ้ำ ... และเนื่องจากการไถกลบพืชพวกนี้มักอยู่ในสภาพไม่มีน้ำขัง กระบวนการย่อยสลายจึงเป็นแบบใช้ออกซิเจนที่ไม่ปล่อยแก๊สพิษออกมา

มีเกษตรกรหลายท่านที่ปลูกข้าวอินทรีย์ขายได้ราคาสูงโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย ทำโดยการปลูกถั่วเหลืองอินทรีย์ก่อนครับ พอเก็บถั่วขายเสร็จก็ไถกลบซากลงดินให้เป็นอาหารพืช ให้เป็นอินทรีย์วัตถุในดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มชีวิตให้กับดิน .... ใครสงสัยก็ให้ถามลุงบุญมีแห่งราษีไศล ศรีสะเกษดูนะครับ ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ "เกษตรทิพย์" ขายส่งออกในพื้นที่ 800 ไร่ ในราคา กก.ละไม่ต่ำกว่า 70 บาทครับ
 ชาวนาวันหยุด

วีดีโอนี้ จะพาคุณไปรู้จัก
#ถ่านBiochar มากขึ้น
แต่คุณจะยังไม่เข้าใจ จนกว่าจะลงมือทำ

ดินไม่ดี น้ำไม่ดี มีทางแก้ไข !!!
#ปลูกต้นไม้ 

ต้นไม้ เป็นต้นทางของอินทรียวัตถุ ต้นไม้ขยัน ทำงานทุกวัน สังเคราะห์แสง ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ น้ำ ธาตุอาหารจากดิน ไม่มีต้นไม้ต้นไหนขี้เกียจ ไม่ทิ้งใบลงดินเป็นปุ๋ย มีเศษไม้ กิ่งแขนง เป็นเชื้อเพลิง เป็นพลังงานในครัวเรือน ต้นไม้โตไว อย่างต้นไผ่ เป็นไม้เร่งด่วน หัวไร่ ปลายนา ได้ทั้งหน่อไว้ทำกับข้าว ได้ทั้งลำไว้ใช้สอย เอาไว้เผาถ่านBiochar ใบไผ่ ที่ร่วงหล่น ผุ ย่อยสลาย เป็นดินขุยไผ่ ใช้เป็นวัสดุเพาะปลูก ที่ปลอดเมล็ดวัชพืช ในญี่ปุ่นเกษตรกรใช้ดินขุยไผ่เอาไปเพาะกล้าข้าว โดยเอาดินนาไปแลก ไปเติมคืน สร้างความสมดุลในพื้นที่ ใช้ได้ทุกๆปี

ดินดี ประกอบด้วย
-โครงสร้างดิน ดี ด้วยการเติม
คาร์บอน จากถ่านไบโอชาร์ ที่มีความแข็ง พรุน มีโพรงอากาศ ช่วยอุ้มน้ำ รักษาความชื้นในดิน สามารถอยู่ในดินได้เป็นร้อยๆปีจะเสถียร คงรูป ซึ่งต่างจากเศษอินทรีย์วัตถุ จำพวกฟางข้าว เศษหญ้า ปุ๋ยพืชสด ที่ย่อยสลายไป ปีต่อปี โดยสิ่งมีชีวิตในดิน
- สิ่งมีชีวิตในดินขนาดเล็ก จุลินทรีย์ ที่อยู่ในรูพรุน โพรงถ่าน มีความชื้น /ไส้เดือน ช่วยพรวนดิน ย่อยสลาย ซากพืช ซากสัตว์ มูลสัตว์ต่าง ให้รากพืชดูดซึมนำไปใช้ได้สะดวก
- ธาตุอาหาร ต่างๆ ที่พืชจะนำไปใช้ ได้ด้วยกิจกรรมจากจุลินทรีย์ในดิน

อะไร เกิดก่อน เกิดหลัง ก็ลองลำดับเหตุการณ์ เทียบเคียงกับบริบทในพื้นที่ของท่านดูครับ ว่าจะ ตั้ง"ต้น"อย่างไร ?

#เห็ดไม่อาจเกิดได้จากดินลูกรัง แห้งแล้งฉันใด ชีวิตก็ไม่อาจงอกเงยอุดมสมบูรณ์ได้จาก ผืนดินโล่งไร้ซึ่งต้นไม้ฉันนั้น !!!

#biochar
International Biochar Initiative

ปฐมบทเรียนรู้ จาก @สวนป่ามหาชีวาลัยอีสาน ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
Global Village Buriram หมู่บ้านโลก บุรีรัมย์

เพิ่มเติม จากConductor Logos
เผาถ่านไบโอชาร์ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บ้างในกระบวนการเผา แต่ก็ยังน้อยกว่าปล่อยให้ย่อยสลายในธรรมชาติ(ซึ่งเกิดมีเทนมาก และมีเทนร้ายแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ 22 เท่า) ยิ่งกว่านั้นคาร์บอนส่วนใหญ่ ยังอยู่ในรูปของแข็ง(ถ่าน) ซึ่งมีเสถียรภาพมาก จะไม่สลายตัวในระยะพันปี เมื่อคาร์บอนถูกเก็บอยู่ในดิน ก็ลดธาตุคาร์บอนซึ่งเป็นส่วนประกอบของก๊าซเรือนกระจก จึงกล่าวได้ว่ากระบวนการนี้เป็น Carbon Negative หรือ Carbon Sequestration

https://www.facebook.com/photo.php?v=672411772829343&set=vb.174480659289126&type=2&theater


"ทำไมการใช้ปุ๋ยหมักจึงเกิดผลดีต่อการเจริญเติบโตของพืช"

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

"ในหญ้า ในฟางมีของดีอยู่มาก ขนาดที่ว่าวัวควายกินแต่หญ้าและฟางเท่านั้น ก็ยังมีรูปร่างใหญ่โตแข็งแรงได้เลยครับ ... ของดีที่ว่านั้นคือจุลธาตุ ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารหลัก รวมทั้งคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน ที่อยู่ในรูปของน้ำและอินทรีย์วัตถุ

จุลธาตุ (Micronutrients) ก็ได้แก่ โบรอน โมลิบดินัม เหล็ก สังกะสี ทองแดง แมงกานีส คลอรีน 

ธาตุอาหารรอง (Secondary Macronutrients) ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ซัลเฟอร์

ธาตุอาหารหลัก (Primary Macronutrients) ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม 

ธาตุอาหารในเศษพืชเหล่านี้มาจากการที่รากพืชดูดซับขึ้นมาจากในดินเข้ามาสะสมไว้ในต้นพืชเพื่อการผลิตเมล็ดและผลไม้สำหรับการขยายพันธุ์ ... หากเราเผาทำลายหญ้าและฟางทิ้ง ธาตุอาหารเหล่านี้ก็จะสูญสลายไปอย่างน่าเสียดาย ... แต่หากนำมาทำปุ๋ยหมักเพื่อนำกลับคืนให้กับพืชได้ใช้ พืชก็จะได้ธาตุอาหารต่าง ๆ อย่างทันที พอกับความต้องการ

ธาตุเหล่านี้หาได้มีในปุ๋ยเคมีไม่ เพราะในปุ๋ยเคมีมีแค่ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแสเซียมเท่านั้น ... ถ้าเปรียบการใส่แต่ปุ๋ยเคมีโดยไม่บำรุงดิน กับการทานอาหารของคนเราแล้ว ก็คงคล้ายกับการทานอาหารที่มีแต่ข้าว แต่ขาดกับข้าว ขาดหมูไก่และผักผลไม้นั่นเอง ถ้าเป็นอย่างนี้ชีวิตก็คงอับเฉาเป็นแน่แท้"

นอกจากนี้ ปุ๋ยหมักยังช่วยให้ดินหายจากความเป็นกรด พอดินมีพีเอชเป็นกลาง เชื้อโรคทางดินก็อยู่ไม่ได้ แถมโดนจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นจากการมีสารอาหารมากขึ้นมาเบียดบังอีก หรือเป็นปฏิปักษ์กับเชื้อโรค การใช้ยาเคมีก็ลดลง พืชแข็งแรง

ตอนที่ดินเป็นกรด ธาตุอะลูมิเนียมในดินจะละลายออกมาแล้วเข้าสู่รากพืช ส่งผลให้ต้นพืชอ่อนแอ เป็นโรคง่าย แมลงกัดกินง่าย ผลคือต้องหมดเงินเพิ่มค่าสารเคมีมาฉีดพ่นอีก บางครั้งพบว่าไม่ได้ผลผลิตเลย ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น กรณีหลังนี้เกษตรกรก็จะไปหาซื้อปุ๋ยขี้ไก่มารองก้นหลุม เมื่อพอมีอินทรีย์วัตถุ ดินเป็นกลาง การเพาะปลูกก็พอกล้อมแกล้มไปได้ใหม่ (ปุ๋ยขี้ไก่ราคาตันละ 7,000 บาท กระสอบละ 350 บาท !!! ทำปุ๋ยหมักใช้เองตันละ 750 บาท !!!)

เมื่อดินเป็นกลาง ปุ๋ยเคมีอย่างเช่น P และ K ที่เคยถูกตรึงไว้ในดินเนื่องจากความเป็นกรดของดิน (ความเป็นกรดของดินเกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างยาวนาน รวมทั้งยาฆ่าหญ้า) ก็จะปลดปล่อยออกมาให้พืชใช้ ดังนั้น ส่วนใหญ่จะเห็นผลทันทีจากการใช้ปุ๋ยหมักครั้งแรก .... ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีมากเมื่อใช้ปุ๋ยหมักร่วม

ปุ๋ยหมักมีอินทรีย์วัตถุและธาตุอาหารต่าง ๆ ที่เป็นสารอาหารของจุลินทรีย์ดิน โดยเฉพาะพวกที่เกาะอยู่ตามรากพืชแบบพึ่งพาอาศัย พวกนี้จะใช้สารอาหารในดินแล้วคายแร่ธาตุให้กับรากพืชอีกด้วย เมื่อมีสารอาหารมาก จุลินทรีย์ดินที่เป็นประโยชน์ก็เพิ่มมากขึ้น ไปเบียดบังเชื้อโรค ไปหาอาหารให้กับรากพืชมากขึ้น ... จนเราสามารถปลูกแบบอินทรีย์ได้เลย





มีที่ดิน ก็มีทางไป มีกิน มีใช้ ไม่สิ้นสุด

ชาวนาวันหยุด

มีที่ดิน ก็มีทางไป มีกิน มีใช้ ไม่สิ้นสุด

อะไรเอ่ย แม้แต่คนนอนหลับ ก็ยังกิน?

"#ไฟฟ้า" ครับ 
จะกินไฟ ด้วยการเปิดแอร์ เปิดพัดลม
"ไฟฟ้า" จึงเป็นสินค้าจำเป็น ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามการเติบโตของสังคมเมือง และสังคมห้องขัง ที่ก่อแบบปิดทึบ ไม่มีอากาศบริสุทธ์ถ่ายเท 

ตอนที่ ยังนอนไม่หลับ ก็ ต้อง กิน "อาหาร" ที่กินแล้วหมดไป ต้องหามาใหม่ทุกๆวัน 

กลุ่มทุนต่างๆ จึงเลือกลงทุนใน ธุรกิจ
"อาหารและพลังงาน" เพราะเป็นสินค้าจำเป็น ความเสี่ยงต่ำ คุ้มค่าในการลงทุน ผลตอบแทนดี 

ถ้าออกเดินทางต่างจังหวัดในเส้นทางต่างๆ จะพบว่า ...

"พื้นที่" ที่เคยเป็นนาผืนใหญ่ ถูกถมขอบคันพื้นที่ 
เป็น แผงโซล่าร์เซลล์ ผลิตไฟฟ้าขายเข้ากริดการไฟฟ้า 

"พื้นที่" ข้างโรงสีขนาดใหญ่ เป็นโรงไฟฟ้าชีวมวล จากแกลบที่ได้จากกระบวนการสีข้าว ขายไฟฟ้า

"พื้นที่" ข้างโรงงานอ้อยและน้ำตาล เป็นโรงไฟฟ้าชีวมวล ขายไฟฟ้า

"พื้นที่" บ่อขยะ เป็นโรงไฟฟ้า มีรายได้ทั้งรับกำจัดขยะ และขายไฟฟ้าไปในตัว

"อาหารและพลังงาน" ล้วนแล้วแต่ มาจาก 
"พื้นที่ ที่ดิน" กับความคิดผสมผสานการจัดการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

"อนาคต พลังงานจะขาดแคลน +แพง
อาหาร จะไม่เพียงพอต่อทุกคน ต้องแย่งชิง 
ทรัพยากรที่ดิน ที่เคยมี แต่ใช้ไม่เป็น อาจจะไม่มีที่ยืน" 

"มีที่จึงมีทางไป" ภาพนี้อธิบายได้ ควบคู่กับวัฏจักร คาร์บอน ครับ 

-ทำไมต้องมีป่าล้อมนา 
>เป็นทั้งไม้ปลูกบ้าน และแหล่งพลังงานจากไม้ฟืน 

-ทำไมไม่ควรเผาตอซังฟางข้าวหลังเก็บเกี่ยว และเติมอินทรีย์วัตถุ พวกถ่านแกลบลงดิน 
> เป็นการคืนความสมดุลสู่ธรรมชาติดิน 
เพื่อการผลิต อาหารและพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเกษตรกร เพื่อเพื่อนมนุษย์ 


วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ฝึกบำบัดตอนปวดหลังใหม่

เล่าสู้ฟังค่ะ ถ้าไม่อยากอ่านตรงฝึกบำบัดตอนปวดหลังใหม่ ข้ามไปเลย อ่านตรงบำบัดทุกวัน
อาการปวดหลังของพ่อบ้าน
โรคที่วินิจฉัยคือ กล้ามเนื้อหลังอักเสบรุนแรง
สาเหตุมีหลายสาเหตุ ตั้งแต่การทำงานนั่งโต๊ะนานๆ และยกลังของที่มีน้ำหนักยกผิดท่า
แต่ วันที่เกิดเหตุคือ นั่งยองๆ เช็คชื่อสินค้าข้างๆลัง ข้างหน้าตัวเอง แต่ขาขาวดันยื่นไปถีบลังข้าง
ปรากฎกล่องลังไม่ขยับแต่ตัวเค้าหงายท้องเลย ขยับไม่ได้ ปวดหลังมาก ปวดจนชา หนักทั้งหลัง
นอน รพ 3 วัน ได้ยาฉีด ยากิน
กลับบ้าน ต้องบำบัด โดยการฝึกขยับร่างกาย แต่ขากลับบ้าน นอนหงายมาเลยขยับไม่ได้ ทำให้ปวดหลังมาก
ต้องเปลี่ยนท่านอน เป็นนอนตะแคง เอาหมอนข้างให้กาย และหมอนข้างอีกใบหนุนหลัง
ทำการบำบัดเริมฝึกให้ขยับ
- เปลี่ยนท่านอนพลิกซ้ายขวา ให้ได้ถนัดไม่เจ็บก่อน ซึ่งทำยากมาก ร้องดังมาก ขอยาฉีดเลยทีเดียว ขยับตัวไม่ได้เป็นอาทิตย์
- เปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่านั่ง ยากมากขึ้นเพราะการขยับซ้ายขาวถ้ายังเจ็บมากจะทำไม่ค่อยสำเร็จ
ท่านี้ใส่ดัดหลัง ดัดคอแล้ว ช่วงนี้ ก่อนใส่ดัดหลัง นวดเบาๆด้วยเครื่องนวดไฟฟ้ากล้ามเนื้อ เบอร์ 1-2
อันที่ใช้เป็นแบบพกพาใส่ถ่าน นวด 10-15 นาทีตามโปรแกรมที่ 1 หลังจากนั้น นวดด้วยครีมแล้วใส่ดัดหลัง
การนวดไฟฟ้าและนวดด้วยยา จะนวดทุกวัน เช้าและเย็น
ช่วงนี้ช่วยพยุงแขนเพื่อให้ร่างกายเตรียมตัวนั่ง แต่ช่างลำบากจริงๆ ตัวเค้าใหญ่ และเราตัวเล็ก ได้แต่มองตา และบอกว่า
ต้องออกแรงพยุงช่วยกัน แขนเค้าก็ไม่ค่อยมีแรง ที่หลังยังปวดชาๆ อยู่ และเวลาขยับมากๆ จะปวดแปล็บแรงๆ ร้องดัง
- เปลี่ยนจากท่านั่งเป็นยืน (ดัดหลังยังใส่อยู่) ยิ่งยากไปกันใหญ่ เพราะแค่ขยับขา เลื่อนลงจากเตียงยังลำบาก ยังร้องเสียงหลงอยู่
ท่านั่งนี้ลิบหรี่เลย การพยุงให้ยืนต้องมีที่เกาะหลักยืนมั่นคง ช่วยให้เค้ายืนได้นิ่ง และสามารถทิ้งน้ำหนักได้ ให้เค้าทิ้งน้ำหนักตัวที่ละข้างว่าข้างไหน
สร้างการปวดมากกว่ากัน หลังจากนั้นให้ลองทิ้งน้ำหนักทั้งสองข้าง ให้เค้ายืนนิ่งๆโดยทิ้งน้ำหนักไปที่ข้างทั้งสองข้างเหมือน
ยืนตรง แต่ทำไมได้ ได้แต่ยืนตัวงอๆ เกาะหลักยืน
- เปลี่ยนจากท่ายืนเป็นท่าเดินใส่ดัดหลังอยู่ หลังจากฝึกยืนได้ในระดับที่พอใจ ก็ออกท่าเดิน ฝึกเดิน ฝึกสืบเท้าไปข้างหน้าเหมือนท่าเดิน
ท่านี้ ร้องลั่นบ้าน เค้าบอกว่า พอตอนสืบเท้าออกไปครั้งแรกไม่ปวดเท่าไหรแต่พอชักเท้ากลับและสืบอีกเท้าออกไปเท่านั้นมันแปล็บๆที่หลัง
ก็ค่อยๆฝึกเดิน โดยการสืบเท้า พอเริ่มทำได้ ก็เปลี่ยนท่าเป็นการเดินแบบธรรมดา เดินแบบยกเข่ายกขา ก็ยังเดินไม่ถนัดดี ยกเกาะหลักอยู่
จนฝึกได้พอควร หลังจากนั้นทำการฝึกโดยไม่ใช่เกาะหลักยืนในการเดิน แต่เดินเหมือนกุ้ง คือเดินตัวงอๆ และย่อเข่าเป็นระยะๆ เมื่อทิ้งน้ำหนักตัว

หลังจากฝึกบำบัดได้พอควรคือเดินเริ่มคล่อง โดยไม่ใช่เกาะหลัก แม้ขณะเดิน ยังเดินตัวงอๆ อยู่
เริ่มบำบัด ในส่วน ยืดในส่วนที่งอ งอในส่วนที่ยืด
- พิงกำแพงให้ยืนตรงเอาส้นเท้า ก้น ไหล่ หัว ชิดผนังกำแพง 2-5นาที แต่ที่ทำคือ แค่ 2 นาที
ท่านี้ต้องมีคนช่วยประคอง ไม่งั้นล้มค่ะ มันเป็นการฝืนท่าทาง ยืด และ งอ ในบางจุด ทำทุกวันเช้าเย็น
ทุกวันนี้ ก็ยังปวดหลังแต่ไม่มาก บางวันไม่ปวด แต่บางวันเผลอตัว ทำงานหนัก หรือนั่งไม่ลุก หลังก็เจ็บอีก
ก็ทำแบบบำบัดแบบเดิมๆ ไม่หายขาด ปวดเรื้อรัง ตลอด

การฝึกบำบัดที่ยังทำทุกวันคือ
-นวดไฟฟ้า เช้าเย็น นวดครีม นวกไฟฟ้านี้ เจ้าตัวเค้าบอกขาดไม่ได้ บอกช่วยได้มาก ดีกว่าแต่ก่อนเยอะ
- พิงกำแพง
- ฝึกกล้ามเนื้อต้นคอ ทำมือรูปกำปั้นซ้ายไว้เหนือทัดดอกไม้ซ้ายดันศีรษะสู้แรงกัน 10 วินาที ขวา และหน้า หลัง ทำเช่นกัน
- ยาแก้ปวดธรรมดา หรือยากแก้ปวดกล้ามเนื้อ
- ขมิ้นแคปซูน 9 เม็ดต่อวัน มือละ 3 เม็ด
- โยเกริต์ธรรมดา กระปุกเล็ก ปั่นกะผักชี ครึ่งถ้วยตวง (ตำราอียิปต์และอินเดียพี่สะใภ้บอกมา รักษากระดูกได้ดี ประสานกระดูกได้ดี ข้อนี้แล้วแต่นะคะ)
ปั้นกินก่อนนอน หรือเช้าได้ อันนี้คนป่วยของน้ำโดนบังคับให้กิน
- ใส่ดัดหลังเสมอเมื่อเดินไกล และนั่งนาน ส่วนดัดคอ จะใส่ อาทิตย์ละครั้ง
- นอนตะแคง กอดหมอนข้าง หมอนดันขนาบหลังเหมือนหมอนข้างแต่ใบเล็กกว่า นิ่มๆ
หลังจากทำการบำบัดเรื่อยมา 18 ปีก็ยังมีอาการปวดหลัง บางครั้งบางคราว หรือไม่มีเลย ปีๆ หนึ่งจะเกิดปวดหลัง สัก ไม่กี่ครั้ง
เกิดจากการทำงานของร่างกายผิดท่าทางประจำๆ

ขอบพระคุณอาหมอหัสโทรถามอาการตลอดและแนะนำกายภาพบำบัด และหลานสาว บี พยาบาลคนอึดมาช่วยน้าฝึกเมื่อว่างเสมอ
ปล หาต้นฉบับปวดหลังไม่เจอ เจอแต่ต้นฉบับของเด็กพิเศษ อาจจะพิมพ์ไม่ละเอียดนัก ขออภัยค่ะ
ผลจากฝึกบำบัดดูแลในครั้งโน้น น้ำหนักตัวคนช่วยฝึกหายไป 12 กก น้ำหนักคนป่วยหาย 8 กก

1Cr. คุณน้ำเปล่า สมาชิกเสรีไทยเวบบอร์ด

บอกสิว่า ..มีแฟนเป็นชาวไร่ชาวนา มันไม่ดีตรงไหน ?

 ชาวนาวันหยุด

บอกสิว่า ..มีแฟนเป็นชาวไร่ชาวนา มันไม่ดีตรงไหน ?


ตอน : น้ำเพื่อการเกษตร

น้ำและน้ำ อยู่ที่ไหน?
สมัยนี้ไม่มีน้ำไม่มีปุ๋ย อย่าปลูกพืชดีกว่า
ปลูกไปก็ตายก็เฉา เปอร์เซ็นต์รอดเหลือน้อยลงทุกที
ทั้งนี้เพราะความชื้นในดินในอากาศหดหายเร็วขึ้น
เด็กสมัยนี้ไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น น้ำ ห ม อ ก น้ำ ค้ า ง เ ป็ น อ ย่ า ง ไ ร 
เห็นแต่แม่น้ำที่มีขยะลอยฟ่อง..

การโสเหล่ชาวนาวันหยุด ครั้งที่ 1 ได้สอดแทรกเรื่องน้ำไว้เป็นระยะๆ ชวนให้ตระหนักถึงปัญหาเรื่องน้ำ ชวนไปดูกล้าไม้ยางที่เกิดเองตามธรรมชาติ อายุผ่านมา 1 ฤดู ยังยืนตายไปกึ่งหนึ่ง..ดังนั้น ต้นไม้ที่เราปลูกในช่วงนี้ จึงแห้งตายคาหลุมไปไม่น้อย ยิ่งปลูกทิ้งปลูกขว้าง ปลูกแล้วติดป้าย..ควรแวะไปดูด่วน ว่ามันรอดหรือเหลือแต่คอกไม้ที่ตีล้อมไว้ กับป้ายห้อยร่องแร่ง..ก า ร ทำ ล า ย ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม มั น ส่ ง ผ ล แ ล้ ว ณ . บัดนี้..แม้แต่สวนป่าเองจะมีระบบน้ำไว้บ้างพอสมควร ก็เจอปัญหาความร้อนแล้งรบกวน แปลงพืชผักที่ปลูก 3 วัน ถ้าไม่ได้รดน้ำ ก็มีอาการเหี่ยวเฉาให้เห็น และ..ถ้าเหี่ยวแล้ว ..จะทำให้ฟื้นสดชื่นขึ้นมาก็ไม่ง่ายนักหรอก ..เงื่อนไข เริ่มขยับปมกระชับเข้ามา ปลูกต้นไม้ปีนี้ นอกจากจะยุ่งยากกว่าเมื่อก่อนแล้ว ยังโตช้าลงเรื่อยๆ ยิ่งตัดสินใจช้า ปลูกช้า ไม้เจริญเติบโตช้ากว่าเมื่อก่อน จุดวิกฤติดูได้จากตรงไหน? .. 

เธอสังเกตดูเมล็ดไม้ที่หล่นมา..
สมัยก่อนมันงอกเองได้ท่ีใต้ต้นแม่นั่นแหละ..
แต่สมัยนี้เมล็ดหล่นมาแล้วมันงอกเองน้อยมาก มีไม่กี่ชนิดหรอกที่งอกเองได้ หรือที่งอกได้ก็แทบไม่รอด ..แคระแกร๋น เหมือนเด็กตาลขะโมย แม้แต่เมล็ดไม้ยางนา ..ต้องรีบเก็บไปเพาะภายใน 10-15 วัน ถ้านานกว่านั้นเซลล์งอกมันแห้ง เพาะไปก็เน่า ..นักปลูกต้นไม้ ควรจะต้องประณีตมากขึ้น ตั้งแต่ ..

_การเตรียมพื้นที่ปลูก
_การเลือกพันธุ์ไม้
_การเลือกอายุกล้าไม้
_การเตรียมหลุม เตรียมปุ๋ย เตรียมน้ำ
_การทำปากหลุมเป็นแอ่งกระทะ 
_การเลือกฤดูกาล วางจังหวะการปลูก
_การดูแลเรื่องโรค แมลงและสัตว์อื่นรบกวน
_การปลูกพืชคลุมดิน 
_การพรวนดินในแปลง
_การดูแลวัชพืช
_การปักหลักยึดลำต้น
_การตัดแต่งกิ่ง
_การปลูกพืชควบ
_การคัดไม้ปลูกในที่จำกัด
_การทำรั้วกันสัตว์เลี้ยงรบกวน
_การคัดเลือกสัตว์เลี้ยงผสมผสาน
_การดูแลสม่ำเสมอ
_จับไส้เดือนให้ไปพรวนดินใต้ต้นไม้

อ่านแล้วอย่าเพิ่งท้อ เรื่องที่ชี้นำ ถ้าทำได้ในช่วงต้นปีแรก ปีถัดไป พอต้นไม้ตั้งตัวได้ ก็สบายแล้ว ต้นไม้ช่วยตัวเองได้ ก็จะเติบโตตามอัตราก้าวหน้าของแต่ละสายพันธุ์ ถ้าปีไหนฟ้าฝนดีก็สบาย แต่ปีไหนฝนทิ้งช่วงมากๆก็ต้องดูแลกันหน่อย ..หาวิธีปกป้องความชื้น เติมน้ำให้ ถ้าทำได้ ..แต่เรื่องรดน้ำต้นไม้ก็ควรระวัง ในหน้าแล้ง..ถ้ามีน้ำไม่พอที่จะรดประจำ เช่นเคยรดน้ำทุก 5-7 วัน ถ้าน้ำไม่พอ รดห่างออกไปบ้าง ร่นระยะเข้ามาบ้าง ไม่สม่ำเสมอเป็นปกติ ต้นไม้จะตายได้ ..สู้ปล่อยไว้ให้สู้แล้ง ยังอาจจะรอดตายมากกว่า ..การที่ให้เตรียมกล้าไม้ให้แกร่ง ..จะมีประโยชน์ตรงนี้ แต่ก็ไม่ตายตัวเสมอไปหรอกนะเธอ เรื่องอย่างนี้มีตัวแปรเยอะ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม คุณภาพหรือสภาพของดินในพื้นถิ่นนั้นๆด้วย ..

ถ้าคนอีสานมีน้ำเพาะปลูกพืชเกษตรจะไปโลดกว่านี้มาก ส่วนใหญ่จะอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก เมื่อเป็นเช่นนี้. ก็ควรพิจารณาถึงต้นทุนของน้ำที่มีอยู่

_น้ำบนฟ้า น้ำฝน และฝนเทียม
_น้ำผิวดิน น้ำบ่อ น้ำในสระ ในแม่น้ำ และ ห้วยหนอง 
_น้ำใต้ดิน น้ำบาดาล ..

คนอีสานดิ้นรนเรื่องน้ำมาตลอด แต่ก็ยังแก้ไขได้น้อยและยังไม่ลงตัว เมื่อวานได้ไปดูการจัดการน้ำของจอมยุทธน้ำ ของอาจารย์นันต์ และช่างดำ คนขยันแห่งเมืองแปะ พบว่า..เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ซึ่งจอมยุทธพลังงานโซล่าร์เซลล์ ได้คลี่คลายโจทย์ได้เป็นเปลาะๆ.. ทุกวิ ธีเน้นความเรียบง่าย ประหยัด เหมาะกับคนยากคนจน.. ด้วยการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาเพาะปลูกในไร่นา การเจาะบาดาลแบบประยุกต์ด้วยเทคโนโลยีชาวบ้าน ช่างดำบอกว่า ..จะมีการตกลงกันล่วงหน้า ..เจาะบ่อด้วยท่อ 4 นิ้ว ถ้าไม่ได้น้ำไม่เอาเงิน ..มันแฟร์ดีไหมละ หลังจากช่างเจาะบาดาลไป 40 เมตร ก็ได้น้ำขึ้นมาใช้ เสียค่าใช้จ่ายประมาณหมื่นเศษ ถึง 2 หมื่น ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบมินิ..ประหยัด สูบน้ำได้ ใช้ไฟได้ ซาร์ทแบตมือถือได้ ควักกระเป๋าติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์อีก 3 หมื่นเศษ รวมๆแล้วเป็นเงิน 5-6 หมื่นบาท

ถามว่า..แพงไหม?
ตอบ..ราคาเท่ากับซื้อรถมอเตอร์ไซคันเดียว
ถ้ารัฐปล่อยสินเชื่อให้ในรายที่ขัดสน
ทุกคน ทุกครัวเรือนมีน้ำทำการเพาะปลูก

..ตรงนี้ต่างหาก..เกาถูกที่คัน
..ปลูกอะไรก็ได้ก็ได้ ก็งาม
..ลดความเสี่ยงได้อย่างหวังผล
..ช่วยให้จัดงานจุดบ้องไฟ แห่นางแมว มีประสิทธิภาพขึ้น..

จากที่ไปดูงาน
จอมยุทธสายฟ้า รามสูรย์ที่ชื่ออาจารย์นันต์นั้น
..
ท่านค้นคิดเทคนิคเทคโนโลยีที่เหมาะสมไว้ได้ดีมาก 
คิดได้เบ็ดเสร็จจนน่าทึ่ง

_จะสูบน้ำด้วยท่อพญานาคขนาด6นิ้ว จากสระ จากแม่น้ำ ได้ทะถั่งหลังล้นซู่ซ่าส์
_จะสูบน้ำด้วยแผงโซล่าร์เซลล์ติดตั้งบนรถไส ไสรถไปไว้ที่นาก็สูบน้ำได้ ไหล จ้าก ..จ้าก ..เชียวเธอเอ๋ย ถ้าไม่มีเงินมาก พวกที่นาใกล้กันก็แชร์เงินคนละ 5 พัน วันนี้สูบน้ำใส่นาคนนี้ วันถัดไปเข็นรถไสไปสูบอีกนาใกล้กัน หมุนเวียนไปจนครบ 
_หรือจะเจาะบ่อบาดาลแบบของช่างดำ สูบน้ำตกกล้า หว่าน ดำ สูบลงเติมน้ำในสระ เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา รดผัก รดต้นไม้ ก็ย่อมได้

การทำโครงการระบบชลประทานขนาดใหญ่ มันแพงและยุ่งยาก ควรหันมาพิจารณาเทคโนโลยีโซล่าเซลล์ให้กระจายไปทั่วไร่นาอีสาน คิดดูสิเธอ อีสานจะเขียวขจีขนาดไหน มองไปไหนก็เห็นท้องนามีชีวิตชีวา มีของอยู่ของกิน มีต้นไม้นานาชนิดขึ้นในไร่นา ชาวนาก็จะมีความหวัง มีกำลังใจ มีน้ำ มีไฟฟ้า คุณภาพชีวิตดีกว่าที่จะมาเป็นกรรมกรในโรงงาน 
คนอีสานก็จะคืนถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรมพ่อ_แม่ ก็จะได้กลับมาอยู่กับลูกหลาน มาทำมาหากินได้เหมือนเดิม 

คนอีสานซื่อและขยัน
ใครที่ยังไม่มีแฟนควรพิจารณาคนอีสาน
โดยเฉพาะคนที่ติดตั้งแฝงโซล่าเซลล์ในนา ค ว ร พิ จ า ร ณ า เ ป็ น พิ เ ศ ษ ..

_จะได้ชวนกันมาจู๋จี๋อยู่ที่นา
_ฟังเสียงกบเขียดร้องระงม
_นั่งมองยอดข้าวเขียวระบัดใบพริ้วล้อลมเล่น
_ชวนกันนั่งอาบแดด ชมน้ำหมอกน้ำค้าง
_กลางคืนนอนหนุนตักชมดาวเดือน ฟังเสียงนกทึดทือกู่หาคู่.
_ออกไปอยู่ในท้องนาก็ใช่ว่าจะกันดารเหมือนเมื่อก่อน มีไฟฟ้า มีทีวี มีโทรศัพท์ มีพืชผัก มีไก่ต้ม มีปลาตำน้ำพริก มีมะละกอตำโป๊กๆ มีกล้วยสุกห้อยที่ชายคา มีปลาว่ายไหวๆข้างกอบัว ..มั น เ ห มื อ น กั บ ชี วิ ต นี้ มี ปิ ก นิ ก ทุ ก วั น 

ไม่ต้องขับรถซ็อกๆไปติดไฟแดง 
ชีวิตกระหืดกระหอบเหมือนไส้เดือนโดนขี้เถ้า
ทำงานจ่ายค่าโง่ไม่จบไม่สิ้น
ทำงานให้คนอื่น..รับใช้ใครก็ไม่รู้
ไม่ได้ทำให้ตนเอง เพื่อตนเอง..

บอกสิว่า..มีแฟนเป็นชาวนามันไม่ดีตรงไหน ?

เ ก ษ ต ร นี่ ห ล่ อ จ ริ ง ๆ ..
ผู้หญิงเขาอยากรู้จัก
เ ก ษ ต ร นี่ ห ล่ อ น่ า รั ก 
ถ้าใครรู้จักกินผักฟรีๆ..

เคยได้ยินไหม เ พ ล ง นี้ ..

ไก่ไบโอชา. (Grilled Chicken Biochar)

 ชาวนาวันหยุด

ไก่ไบโอชา. (Grilled Chicken Biochar) 

..ชวนชาวนาวันหยุดเดินแต่เช้า นัด 6.00 น.มารอพรึบพรับ..เออหนอ ..ชาวนานี่ตื่นเช้ากว่าชาวอื่นๆ ประกอบกับเมื่อคืนฝนตก จึงเดินท่ามกลางความชุ่มฉ่ำ ย่ำไปบนใบไม้นิ่มๆ มองหาเห็ดไม่เจอ ..เห็ดยังไม่ออก ยายฉิมเลยอดเก็บเห็ด..เปลี่ยนมาเก็บความคิด ความฝัน และความสุขแทน ..จะมีสักกี่ครั้งละเธอ ที่จะได้มาเดินในท่ามกลางต้นไม้อย่างนี้ ผมทำหน้าที่พระลอชมป่า ..ชี้ชวนให้ดู พร้อมกับขยายความเพิ่มเติมว่า..ตั้งแต่มีโลกใบนี้ขึ้นมา พอเย็นลงก็มีต้นไม้ป่าไม้นี่แหละครอบคลุมหนาแน่น ต้นไม้ทำหน้าที่สร้างโลกมายาวนาน เพิ่งจะมาชำรุดก็อีตอนมนุษย์ยุคนี้แหละ..ที่ไม่เอาอ่าวสักกะอย่าง สร้างผลกระทบบานปลายเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ ..น้ อ ย นั ก ที่ จ ะ คิ ด ป ลู ก ต้ น ไ ม้
_คิดไม่ได้
_คิดไม่ออก
_คิดไม่เป็นหรืออย่างไรไม่รู้นะ

มองเห็นการปลูกป่าไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร
ไม่คุ้มค่า ไม่ตรงกับเจตจำนงค์
พูดให้ฟังจนหูฉีกก็ไม่เอาไม่เข้าใจ

ทั้งๆที่จุดเริ่ม..ควรจะเริ่มที่คำว่า " ต้ น "
เริ่มต้น ตั้งต้น ต้นๆๆๆ..ต้นไม้ยังไงละเธอ ..
พอมีต้นไม้เป็นปัจจัยส่วนเสริม
ทุกอย่างมันก็จะเดินหน้าได้ มีวัตถุดิบเอาไปทำให้สุกได้นานัปการ..

ถ้าไม่เริ่มที่ "ต้น" มันก็จะ"ตัน"
เปลี่ยนไม้โท เป็น ไม้หันอากาศ
มันก็จะตันๆๆ..ไส้ตัน ติดโน่นติดนี่

ถามว่า ..เธอจะตอบแทนโลกด้วยวิธีไหนที่เหมาะและดีเท่าการปลูกต้นไม้ ..เธอก็ได้ประโยชน์ เพื่อนร่วมโลกก็ได้ประโยชน์ สังคม ประเทศ ต่างร่วมรับผลประโยชน์ มีดีรอบด้านอย่างนี้ เธอยังดื้อตาใสไปทำอะไรรึ..ลองแบ่งที่นาครึ่งหนึ่งมาปลูกต้นไม้ เธอจะเข้าใจในสิ่งที่กำลังชี้ชวนนี้ ..ถ้านึกไม่ออกก็ลองถามพวกชาวนาวันหยุดที่มา..ว่าเขาเกิดความตระหนักในเรื่องนี้อย่างไร ..

หลังจากเดินป่า ก็มานั่งพักแข้งขาคุยกัน ถามมา_ตอบไป_ แล้วก็ชวนไปเผาถ่านไบโอชา ครั้งนี้ใช้วัตถุดิบเป็นขี้เลื่อยเป็นครั้งแรก .. ช่วยกันคนละไม้ละมือ เก็บฝืน เก็บขี้ยางมาเป็นเชื้อเพลิงจุดไฟ ไฟติดปิดฝา ต่อทำส่งควัน แล้วก็จับกลุ่มคุยกันรอบๆเตานั้นแหละ โดยมีคุณชายอธิบายฉอดๆๆ ซักไซ้ไล่เลียงกันมันส์หยด!

..ผมเห็นว่าน่าจะทำอะไรสนุกๆ จึงบอกน้าทินให้ไปจับไก่มาย่าง ถอนขนเร็วๆนะ ได้กี่ตัวก็เอามา หายไป 30 นาที ได้ไก่รุ่นๆชำแหละมา. 3 ตัว ผมตัดใบตองมารองแล้วเอาไก่วางรอบๆฝาเตา ความร้อนระอุกำลังดี ตัดใบตองมาคลุมด้านบนเพื่ออบไก่ให้สุกและหอม ระหว่างรอไก่ ก็ชวนมานั่งที่ร้านสะดวกยิ้ม ชวนคุยโน่นนี้เพื่อรอเวลา..จนไก่สุก ก็ลุกไปโต๊ะอาหาร ไก่ย่างเข้ากันดีกับส้มตำ เมื่อทุกอย่างพร้อมก็โจ้กันสิเธอ อร่อยใช้ได้ทีเดียวแหละ ..เป็นไก่ไบโอชาตัวแรกของโลกเสียด้วยสิ .. ชั ก ติ ด ใ จ ..
ในวาระอันควร..ก็จะพัฒนาไปสู่การปิ้งย่างอย่างอื่น โดยเฉพาะเนื้อ/ปลาแดดเดียว /กล้วยอบ ฯลฯ

เรื่องถ่านไบโอชา
อยู่ในแผนงานวิจัยไทบ้านของเรา
ถ้าลงมือกระหน่ำเมื่อไหร่
เราก็จะมีวัสดุบำรุงดินที่ดีมากๆ
ถ้าทำกระจายขยายตัวออกไปทั่วไทยแลนด์

ก็ นึ ก ดู สิ เ ธ อ..
ถ้าพื้นที่ทำกินของเกษตรกรมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น
ผลผลิตที่ได้ดีขึ้น
มันควรจะมีคุณค่ามหาศาลสักเพียงไหน?

อิ่มมื้อกลางวันแล้วก็มาถ่ายรูปหมู่
ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับเคหา
หลายท่านมาจากที่ไกลๆ..
ก็ ข อ ใ ห้ เ ดิ น ท า ง โ ด ย ส วั ส ดิ ภ า พ ..

กลับไป..คิดอะไรไม่ออก

ขอให้ปลูกต้นไม้ ..

รักต้นไม้ไม่มีอกหัก..

ขอบคุณ คุณศุภชัยและสมาชิกชาวนาวันหยุด..

หวังใจว่า..โอกาสหน้าจะแวะเวียนมาหากันใหม่..

เราชาวสวนป่าคิดถึงท่านทุกคน..

ไก่ดำไบโอชาเป็นพะยาน อิ อิ ..

วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การดูแลน้ำกองปุ๋ยให้มี "ความชื้น" ตลอดเวลา

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

ในการทำปุ๋ยหมักแบบกองใหญ่รูปสามเหลี่ยมไม่พลิกกลับกอง การดูแลน้ำกองปุ๋ยให้มี "ความชื้น" ตลอดเวลา ทุกส่วน ทั้งภายนอกและภายใน ตลอดเวลาสองเดือน เป็นเรื่องที่สำคัญมากครับ .... เพราะปราศจากความชื้นจุลินทรีย์ทุกชนิดในโลกนี้จะยุติการทำงาน .... ถ้าแฉะจนมีน้ำนอง จุลินทรีย์ประเภทไม่ใช้ออกซิเจนจะเข้าทำงานซึ่งประเภทนี้ก่อให้เกิดแก๊สมีเทนและแก๊สไข่เน่า และกระบวนการเป็นกรดจัด ที่เหมาะกับการสกัดเอาธาตุต่าง ๆ ออกจากวัตถุดิบ ซึ่งก็คือการทำน้ำหมักชีวภาพนั่นเอง ... แต่ในการทำปุ๋ยหมัก (Composting) ต้องการความชื้นที่พอดี ๆ ไม่แห้งเกินไป ไม่แฉะเกินไป แค่เพียงพอต่อการดำรงชีพของจุลินทรีย์ชนิดใช้ออกซิเจน ซึ่งจะทำให้เกิดการย่อยสลายได้เร็วกว่า ไม่มีกลิ่น และไม่เป็นกรด

ดังนั้น การทำปุ๋ยหมักวิธีนี้ จารย์ลุงจึงกำหนดให้รดน้ำภายนอกวันละครั้ง และทุก 10 วันก็ให้เจาะกองปุ๋ย ระยะห่าง 40 ซม. รอบกอง แล้วกรอกน้ำลงไป ปริมาณน้ำที่กรอกโดยรวมคือไม่ให้มีน้ำเจิ่งนองออกมามากเกินไป เพราะเสียดายน้ำไนโตรเจนที่ออกมาครับ ... เสร็จแล้วปิดรู หลังจากนี้ก็รดน้ำวันละครั้ง พอครบวันที่ 10 อีก ก็เจาะรูเติมน้ำ ... เราทำแบบนี้จนถึงวันที่ 60 แล้วก็หยุดให้น้ำ เพราะกระบวนการสิ้นสุดแล้ว ... หลังจากนั้นต้องทำให้แห้งก่อนใช้ เพื่อให้จุลินทรีย์ที่กำลังย่อยเก่งสงบตัว ไม่ให้ไปเป็นอันตรายต่อพืชครับ .... แต่ถ้าทำให้แห้งดีแล้วดันมีฝนตกลงมา อย่างนี้ไม่เป็นไรครับก็ให้รีบนำไปใช้ได้เลย ... แต่ถ้าจะให้ดีควรเตรียมผ้ายางไว้ในช่วงที่รอให้แห้ง ถ้ามีฝนลงมาก็จะได้คลุมไว้ พอแดดออกก็เอาผ้ายางออก ผึ่งแดดต่อ 

การดูแลน้ำกองปุ๋ยถ้าเพื่อน ๆ ไม่สะดวกรดน้ำประจำวัน ก็อาจติดสปริงเกลอร์แทนได้ แต่พอครบ 10 วันก็ต้องเจาะเติมน้ำนะครับ ... ข้อเสียของสปริงเกลอร์คือน้ำมักเจิ่งนองมากเกินไป ซึ่งน่าเสียดายที่ไนโตรเจนจะสูญหายไปเปล่า ๆ

ในภาคใต้ของไทยที่ฝนตก 8 เดือนต่อปี กองปุ๋ยแบบนี้ชอบมากครับ เพราะฝนไม่ซึมเข้ากองปุ๋ยครับ จากการที่วัสดุมีคุณสมบัติที่เรียกว่า Field Capacity ที่ไม่ยอมให้น้ำฝนซึมเข้ากองปุ๋ย ... ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ .... ดังนั้น แม้ฝนจะกำลังตก พอครบวันที่ 10 เราก็ต้องกางร่มฝ่าฝนไปเจาะเติมน้ำกองปุ๋ยครับ ... ถ้าไม่เชื่อ ก็รับกับสภาพเศษพืชที่ไม่ยอมเปื่อยเมื่อครบ 2 เดือนกันเองนะครับ .... เราเตือนท่านแล้วววว

ทดลองทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองในอาคารที่ปิดรอบ

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

เกษตรกรหัวก้าวหน้า กล้าเปลี่ยนแปลง บ้านป่าถ่อน ศรีดอนมูล เชียงแสน เชียงราย ทดลองทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองในอาคารที่ปิดรอบ เผื่อจะได้ลดภาระการดูแลน้ำกองปุ๋ยที่อาจสูญเสียเร็วเพราะแสงแดด ... แล้วสงสัยว่าทำไมการเป็นปุ๋ยจึงสู้แบบที่ทำนอกอาคารไม่ได้ 

จารย์ลุงได้อธิบายไปว่า การทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองอาศัยการไหลของอากาศเข้าไปในกองปุ๋ย จากการที่มีความแตกต่างของอุณหภูมิภายนอกกองกับภายใน ... กองปุ๋ยที่ทำไว้สูง ๆ จะสะสมความร้อนจากการปล่อยพลังงานออกมาของจุลินทรีย์ได้ดี เมื่อความร้อนนี้ลอยตัวสูงขึ้น อากาศเย็นกว่าภายนอกก็จะไหลเข้าไปแทนที่ในกองปุ๋ย ตามหลักการทางวิศวกรรมด้านการพาความร้อน (Chimney Convection) .... การทำปุ๋ยหมักในอาคารที่อับ ปิดรอบ จะเกิดสภาพคล้ายเรือนกระจก หรือนั่งในรถกลางแดดแล้วปิดกระจก อากาศไม่สามารถถ่ายเทได้ แถมมีอุณหภูมิที่สูง อุณหภูมิภายนอกกองและภายในกองเมื่อไม่ต่างกันมากก็เลยไม่มีการไหลของอากาศเข้าไปในกองปุ๋ย จุลินทรีย์เลยไม่ได้รับออกซิเจนสำหรับกระบวนการย่อยสลายแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic Decomposition) การย่อยสลายก็เลยแย่ .... ไม่ต่างจากการทำปุ๋ยหมักแล้วเอาผ้าคลุม เมื่อไม่มีอากาศให้จุลินทรีย์การย่อยสลายก็จะช้าลง เริ่มมีกลิ่น วัสดุเป็นกรด จากการเปลี่ยนไปย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Decomposition)

การผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองของมหาวิทยาลัยแม่โจ้เลยไม่ต้องการอาคาร ไม่ต้องการพื้น ... มีเศษพืชที่ไหนก็ทำที่นั่น ขอแค่มีน้ำดูแลเท่านั้น .... ง่ายผุด ๆ ..... ใบอ้อย ผักตบ ฟาง ใบไม้ในสวน ถ้าไม่เผาทิ้งก็สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ด้วยวิธีง่าย ๆ นี้จ้า

วีดิโอ การทำนา

Supachai Pitiwut - YouTube

วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

คำถามที่พบบ่อย ในการทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง "วิศวกรรมแม่โจ้ 1"

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

คำถามที่พบบ่อย ในการทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง "วิศวกรรมแม่โจ้ 1"

คำถาม .... ถ้าไม่สามารถทำกองปุ๋ยวิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1 เสร็จในวันเดียว จะทำค้างไว้ก่อน แล้วค่อยมาทำต่อจนเสร็จในอีก 2 - 3 วัน ได้หรือไม่
คำตอบ .... ทำได้ครับ เมื่อพร้อมเรื่องเวลาหรือวัสดุแล้วก็ค่อยมาทำต่อให้เป็นกองรูปสามเหลี่ยมสูง 1.5 เมตรก็ได้ แล้วค่อยนับเป็นวันที่ 1 เมื่อได้กองปุ๋ยเป็นรูปสามเหลี่ยมแล้ว แต่จำนวนชั้นอาจเพิ่มเป็น 20 - 25 ชั้นก็ได้เพราะกองปุ๋ยจะยุบตัวลงทุกวัน

คำถาม .... จะทำกองปุ๋ยเป็นรูปสี่เหลี่ยมได้หรือไม่
คำตอบ .... ไม่ได้ เพราะการทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมนั้น เมื่ออากาศร้อนในกองปุ๋ยลอยออกจากกองปุ๋ยขึ้นไป อากาศเย็นจะไหลเข้าไปแทนที่ตามหลักการของการพาความร้อน แต่อากาศเย็นอาจจะไม่ไหลเข้าไปข้างในกองปุ๋ย เพราะมีโอกาสที่จะเกิดการลัดวงจรได้ โดยอากาศเย็นจะไหลไปแทนที่อากาศร้อนเฉพาะบริเวณด้านข้างของกองปุ๋ย ส่งผลให้ไม่มีอากาศสำหรับจุลินทรีย์บริเวณกลางกองปุ๋ยใช้ในการย่อยสลาย เมื่อไม่มีอากาศการย่อยสลายจะเปลี่ยนไปเป็นแบบไม่ใช้อากาศที่ส่งกลิ่นเหม็น วัสดุจะมีความเป็นกรด มีน้ำเสียออกมา และกระบวนการใช้เวลานานกว่า ... การทำกองเป็นรูปสามเหลี่ยมจะบังคับให้ทุกส่วนของกองปุ๋ยได้รับอากาศที่ไหลเวียนเข้าไป กระบวนการย่อยสลายจึงเป็นแบบใช้อากาศที่ไม่มีกลิ่น วัสดุมีความเป็นกรดด่างที่เป็นกลาง และใช้เวลาย่อยสลายสั้นกว่า

คำถาม .... จะใช้ไม้ไผ่หรือท่อพีวีซีเจาะรูหลายท่อนเสียบเข้าไปในกองปุ๋ยทิ้งไว้ เพื่อให้อากาศไหลเข้าไปได้หรือไม่
คำตอบ .... ไม่ได้ เพราะการเสียบท่อแบบนั้นจะทำให้อากาศร้อนในกองปุ๋ยหนีหายไป ทำให้กองปุ๋ยเย็นลง กลายเป็นสภาวะที่ไม่เหมาะสมต่อการย่อยสลายของจุลินทรีย์ (จุลินทรีย์จากมูลสัตว์ชอบความร้อนจัด) และทำให้ไม่เกิดการพาความร้อนอีกด้วย ส่งผลให้ไม่มีการไหลเวียนของอากาศในกองปุ๋ย การย่อยสลายจะเกิดได้ไม่สมบูรณ์

คำถาม .... มีคอกหรือซองโรงปุ๋ยเดิมที่เป็นผนังซีเมนต์บล็อกอยู่แล้ว จะทำกองปุ๋ยแบบวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ให้เต็มภายในคอกซีเมนต์บล็อกได้หรือไม่
คำตอบ .... ไม่ได้ เพราะหากทำกองปุ๋ยเต็มคอกซีเมนต์บล็อก ผนังซีเมนต์บล็อกจะขัดขวางไม่ให้มีการไหลเข้าไปในกองปุ๋ยของอากาศทางด้านข้าง วิธีแก้ไขจึงควรทำกองปุ๋ยรูปสามเหลี่ยมในคอกซีเมนต์บล็อกจะถูกต้องกว่า

คำถาม .... ทำไมการทำปุ๋ยอินทรีย์วิธีนี้ไม่ต้องเติมกากน้ำตาล ปุ๋ยยูเรีย รำข้าว แกลบ สารเร่งจุลินทรีย์ อีเอ็ม หรือน้ำหมักชีวภาพ
คำตอบ .... สาเหตุที่การทำปุ๋ยอินทรีย์วิธีอื่นต้องเติมกากน้ำตาลหรือปุ๋ยยูเรีย ก็เพื่อให้มีไนโตรเจนสำหรับให้จุลินทรีย์ใช้ในการสร้างเซลล์และเจริญเติบโต การทำปุ๋ยอินทรีย์วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ใช้ไนโตรเจนที่มีในมูลสัตว์อยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องเติมกากน้ำตาลหรือปุ๋ยยูเรียอีก .... ส่วนการทำปุ๋ยอินทรีย์บางวิธีต้องเติมรำข้าวหรือแกลบก็เพื่อให้มีคาร์บอนสำหรับให้จุลินทรีย์ใช้ในการสร้างเซลล์และเจริญเติบโต แต่ในเศษพืชก็มีคาร์บอนอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องใช้รำข้าวหรือแกลบแต่อย่างใด .... นอกจากนั้น ในมูลสัตว์ก็อุดมไปด้วยจุลินทรีย์หลากหลายชนิดอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องเติมสารเร่งจุลินทรีย์หรืออีเอ็ม .... ส่วนการเติมน้ำหมักชีวภาพก็ไม่มีความจำเป็นเพราะการเติมน้ำหมักชีวภาพมีแต่จะทำให้กองปุ๋ยมีกลิ่นเหม็นและไม่มีประโยชน์ต่อกระบวนการย่อยสลาย เพราะจุลินทรีย์ในน้ำหมักชีวภาพเป็นกลุ่มไม่ใช้ออกซิเจน แต่ในกองปุ๋ยเป็นกลุ่มใช้ออกซิเจน

คำถาม .... ในชุมชนไม่มีเศษพืชหรือมูลสัตว์จะทำอย่างไรดี
คำตอบ .... การผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ช่วยให้สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ปริมาณครั้งละมาก ๆ เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงบำรุงดินหรือการจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้วัตถุดิบจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น ควรขนเศษพืชจากชุมชนอื่นที่อาจมีค่าขนส่งบ้าง หรือสั่งซื้อมูลสัตว์จากชุมชนอื่นหรือจังหวัดอื่น หรือรับแลกเศษใบไม้หรือฟางกับไข่ หรือปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น

คำถาม .... ถ้าไม่มีเวลารดน้ำประจำวันหรือแทงกองปุ๋ยทุก 10 วัน จะใช้วิธีติดสปริงเกลอร์และใช้ท่อน้ำเจาะรูติดตั้งไว้ตรงกลางกองปุ๋ยแล้วเปิดวาวล์เป็นครั้งคราวได้หรือไม่
คำตอบ .... การติดตั้งสปริงเกลอร์เพื่อลดปัญหาการรดน้ำกองปุ๋ยประจำวันสามารถทำได้ แต่ต้องระวังอย่ารดนานเพราะจะทำให้มีน้ำนองในบริเวณและมีน้ำมูลสัตว์ที่เป็นไนโตรเจนไหลออกมา แต่อย่างไรก็ตาม น้ำมูลสัตว์นี้ยังสามารถนำไปเป็นประโยชน์ใช้รดต้นไม้ได้เพราะมีคุณค่าเหมือนกับน้ำยูเรียที่ไม่มีความเป็นกรด ส่วนการใช้ท่อน้ำเจาะรูติดตั้งกลางกองปุ๋ยทำไม่ได้เพราะน้ำไม่สามารถฉีดผ่านรูไปยังทุกส่วนของกองปุ๋ยได้เพราะปุ๋ยอินทรีย์มีคุณสมบัติชอบอุ้มน้ำ การใช้เหล็กแหลมแทงกองปุ๋ยแล้วเติมน้ำน่าจะเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดที่สุด

คำถาม .... ปุ๋ยอินทรีย์ที่ทำด้วยวิธีนี้ให้คุณภาพแตกต่างจากการทำด้วยวิธีอื่นอย่างไร
คำตอบ .... ปุ๋ยอินทรีย์ที่ทำด้วยวิธีนี้มีคุณภาพไม่แตกต่างจากวิธีอื่นและผ่านเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของประเทศเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่วิธีการทำ กล่าวคือ วิธีนี้จูงใจให้เกษตรกรหันมาทำปุ๋ยอินทรีย์ได้มากกว่า จากการที่ไม่ต้องพลิกกลับกอง มีความง่าย ไม่ต้องเติมสารพิเศษอื่น ใช้ระยะเวลาในกระบวนการสั้น สามารถทำในนาหรือในสวนผลไม้ก็ได้ และได้ปุ๋ยอินทรีย์ปริมาณครั้งละมาก ๆ

คำถาม .... จะเอาขี้เลื่อยจากการเพาะเห็ดหรือแกลบมาทำปุ๋ยหมักวิธีนี้ได้หรือไม่
คำตอบ .... ไม่ได้ เพราะขี้เลื่อยกับแกลบมีขนาดเล็กเกินไปจนอากาศไม่สามารถไหลเวียนเข้ากองปุ๋ยได้ และขี้เลื่อยกับแกลบก็ยังประกอบไปด้วยลิกนินที่จุลินทรีย์ไม่สามารถย่อยสลายให้เสร็จในเวลา 2 เดือนได้ แต่อย่างไรก็ตาม การนำขี้เลื่อยหรือแกลบเข้าในกระบวนการ เช่น ฟาง 4 ส่วน ขี้เลื่อยหรือแกลบ 1 ส่วน ขี้วัว 1 ส่วน ก็เป็นการใช้ประโยชน์จากขี้เลื่อยหรือแกลบได้ทางหนึ่ง เพราะถึงแม้ขี้เลื่อยหรือแกลบไม่ย่อยสลายดี แต่ดินเพาะปลูกจะมีความร่วนซุยมากขึ้น

คำถาม .... ถ้าไม่ได้รดน้ำเป็นเวลา 10 วัน กองปุ๋ยนั้นจะเสียหายอย่างไรบ้าง
คำตอบ .... เมื่อสามารถกลับมารดน้ำได้ และดูแลความชื้นทั้งการรดประจำวันและการเจาะเติมน้ำทุก 10 วันได้เหมือนเดิม จุลินทรีย์ก็จะสามารถฟื้นตัวและกลับมาทำงานย่อยสลายได้ใหม่ แต่ระยะเวลาการแล้วเสร็จอาจเลื่อนออกไปบ้าง

คำถาม .... ปริมาณการใช้ปุ๋ยหมักในการเพาะปลูกเป็นอย่างไร
คำตอบ .... กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้ปุ๋ยหมักไร่ละ 300 - 3,000 กก. ขึ้นอยู่กับสภาพดิน .... ที่อยากแนะนำช่วงเวลาที่ใช้ในนาก็คือตอนไถพรวนปรับดิน สำหรับแปลงผักก็คือตอนขึ้นแปลงยกร่อง สำหรับพริกหรือมะเขืออาจใส่ 1 กำมือที่ก้นหลุม ... สำหรับการปลูกต้นไม้ใหม่ ควรขุดหลุมให้กว้างอย่างน้อย 50 x 50 x 50 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหนาสัก 2 นิ้ว ดินกลบผสมปุ๋ยหมัก 7 ต่อ 1

คำถาม .... ปุ๋ยหมักจะมีแร่ธาตุสู้ปุ๋ยเคมีได้หรือไม่
คำตอบ .... ในด้าน N P K ปุ๋ยหมักสู้ปุ๋ยเคมีไม่ได้ก็จริง .... แต่ในด้านอินทรีย์วัตถุ โบรอน โมลิบดินัม เหล็ก ทองแดง แมงกานีส สังกะสี คลอรีน แคลเซียม แมกนีเซียม ซัลเฟอร์ ที่มีในปุ๋ยหมักแล้ว ปุ๋ยเคมีสู้ไม่ได้ครับเพราะไม่มีเลย ... ประการหลังเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเกษตรกรปลูกพืชหรือข้าวอินทรีย์จึงได้ผลดีแม้ไม่ต้องง้อปุ๋ยเคมีเลย ... สำหรับพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องการปุ๋ยเคมีอยู่ การใช้ปุ๋ยหมักร่วมด้วยจะช่วยให้ประหยัดปุ๋ยเคมีไปได้มาก เป็นการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมัก (Compost) ในการเกษตรกรรมอยู่เสมอจะเป็นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน ช่วยให้ผืนดินกลับคืนมีชีวิต มีระบบนิเวศในดินที่เหมาะสม จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินจะมีสารอาหารทำให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น รากพืชจะได้รับธาตุอาหารจากจุลินทรีย์ดินที่อาศัยแบบพึ่งพากัน จุลินทรีย์ดินเมื่อเพิ่มมากขึ้นก็จะไปแย่งอาหารจากเชื้อโรค เป็นการแก้ปัญหาโรคทางดินแบบชีววิถี .... ในปุ๋ยหมักมีธาตุอาหารต่าง ๆ ซึ่งเดิมมีอยู่ในซากพืชอยู่แล้ว เป็นการหมุนเวียนกลับคืนธาตุอาหารลงดินเพื่อเป็นประโยชน์ต่อพืช .... ปุ๋ยอินทรีย์ยังช่วยลดความเป็นกรดของดินจากการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างยาวนาน ทำให้เชื้อราหรือโรครากเน่าในดินลดลง และดินที่กลับเป็นกลางจะปลดปล่อยปุ๋ยเคมีที่เคยถูกตรึงเอาไว้ในดิน คายกลับออกมาให้พืชได้ใช้ .... อินทรีย์วัตถุในดินมีคุณสมบัติชอบดูดซับแร่ธาตุและความชื้น การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์จึงมีประสิทธิภาพ เกษตรกรจึงสามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้มากครับ

คำถาม .... ควรเจาะรูกองปุ๋ยเพื่อระบายความร้อนหรือไม่
คำตอบ .... ไม่ควร เพราะอุณหภูมิที่สูงในกองปุ๋ยจะช่วยให้จุลินทรีย์กลุ่มเทอร์โมฟิลิก (Thermophiles) ที่ชอบความร้อนสูงจะย่อยสลายเศษพืชได้เร็ว ในขณะที่จุลินทรีย์กลุ่มอื่นที่ไม่ชอบความร้อนสูงจะสร้างสปอร์ และรอจนกว่าอุณหภูมิมีความเหมาะสม แล้วจึงออกมาสับเปลี่ยนกันย่อยสลายเศษพืชต่อไป ... นอกจากนี้ เมื่อความร้อนลอยตัวสูงขึ้น อากาศภายนอกที่เย็นกว่าก็จะไหลเข้ากองปุ๋ยทางด้านข้าง เท่ากับเป็นการเติมอากาศให้แก่กองปุ๋ยตามธรรมชาติอยู่เสมอ จุลินทรีย์ก็จะสามารถขยายเซลล์และเพิ่มจำนวนได้มาก ทำให้การย่อยสลายเศษพืชให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์เสร็จได้เร็วโดยไม่ต้องพลิกกลับกองปุ๋ย

คำถาม .... ควรใช้ผ้ายางคลุมกองปุ๋ยเพื่อให้เก็บความร้อนหรือไม่
คำตอบ .... ไม่ควร เพราะผ้ายางจะขัดขวางการระบายอากาศระหว่างกองปุ๋ยกับอากาศภายนอก ทำให้จุลินทรีย์ขาดออกซิเจนในกระบวนการย่อยสลาย การเป็นปุ๋ยหมักจะช้าลงและทำให้ปุ๋ยหมักมีความเป็นกรดและมีกลิ่นเหม็นจากการเปลี่ยนเป็นกระบวนการย่อยสลายแบบไม่ใช้อากาศ

คำถาม .... ควรขึ้นเหยียบกองปุ๋ยให้แน่นหรือไม่
คำตอบ .... ไม่ควร เพราะกองปุ๋ยที่แน่นเกินไปจะมีการระบายอากาศที่ไม่ดี มีผลให้จุลินทรีย์ชนิดใช้ออกซิเจนหยุดการทำงาน และจุลินทรีย์ชนิดไม่ใช้ออกซิเจนจะพัฒนาขึ้นมาทำงานแทน ซึ่งจะมีการย่อยสลายที่ช้าและเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นเหม็น

คำถาม .... ใช้วิธีฉีดฝอยน้ำที่ด้านบนของกองปุ๋ยอย่างเดียวด้วยสปริงเกลอร์เพื่อรักษาความชื้น จะเพียงพอหรือไม่
คำตอบ .... ไม่เพียงพอ เพราะเนื้อปุ๋ยมีธรรมชาติที่จะอุ้มน้ำและจะไม่ยอมปล่อยให้น้ำซึมลงด้านล่าง การฉีดฝอยที่ด้านบนอย่างเดียวอาจจะทำให้บริเวณกลางกองปุ๋ยยังคงแห้งอยู่ การย่อยสลายของจุลินทรีย์จะยุติลง .... ดังนั้น วิธีการรักษาความชื้นที่ถูกต้องนอกจากจะฉีดฝอยน้ำที่ด้านบนของกองปุ๋ยทุกเช้าแล้ว ควรใช้เหล็กเจาะกองปุ๋ยเป็นรู แล้วกรอกน้ำลงไปในปริมาณที่พอดีทุก 10 วัน (ถึงแม้จะอยู่ในช่วงของฤดูฝนก็ตาม) และเมื่อเติมน้ำเสร็จก็ปิดรูเติมน้ำเสีย เพื่อไม่ให้กองปุ๋ยสูญเสียความร้อน

คำถาม .... จะเก็บรักษาเศษพืชไว้ใต้ถุนบ้าน หรือใกล้กับยุ้งข้าว ได้หรือไม่
คำตอบ .... ไม่ควร เพราะอาจจะเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ได้ .... แต่สำหรับกองปุ๋ยจะไม่ติดไฟ เพราะมีความชื้นในกองปุ๋ย

คำถาม .... จะวางเศษพืชเป็นชั้นหนาสัก 50 เซนติเมตรได้หรือไม่
คำตอบ .... ไม่ได้ เพราะการวางเศษพืชเป็นชั้นหนาเกินไปจะทำให้จุลินทรีย์ที่มีในมูลสัตว์ไม่สามารถเข้าไปย่อยสลายเศษพืชได้สมบูรณ์ .... ดังนั้น การทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองจึงกำหนดให้เศษพืชมีความหนาเพียง 10 ซม.เท่านั้น

คำถาม .... ทำกองปุ๋ยใต้ต้นไม้ได้หรือไม่
คำตอบ .... ไม่ได้ เพราะความร้อนของกองปุ๋ยรวมทั้งธาตุอาหารที่อาจไหลซึมลงมาอาจทำให้ต้นไม้ตายได้ จึงควรทำกองปุ๋ยบริเวณนอกทรงพุ่มของต้นไม้

คำถาม .... ทำกองปุ๋ยใต้อาคารได้หรือไม่ หรือทำบนพื้นคอนกรีตได้หรือไม่
คำตอบ .... ทำได้ ถ้ามีอาคารอยู่แล้ว แต่ปกติทำกองปุ๋ยบนดิน ในนา ในสวน ตากแดดตากฝนก็ได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องมีโรงปุ๋ยราคาแพง

คำถาม .... ใช้จุลินทรีย์จากจาวปลวกหรือขุยไผ่ได้หรือไม่
คำตอบ .... ได้ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าจะเอาอะไรมาเป็นแหล่งของไนโตรเจน ... และ ... ถ้าจะทำกองปุ๋ยยาว 20 เมตร เพื่อให้ได้ปุ๋ยหมักรวม 5 ตัน สำหรับใส่นาสัก 15 ไร่ เราจะไปหาจุลินทรีย์จาวปลวกหรือขุยไผ่ปริมาณมากอย่างนั้นได้อย่างไร .... อย่างไรก็ตาม สูตรการทำปุ๋ยหมักของกรมพัฒนาที่ดินที่แจกสารเร่งจุลินทรีย์ พด.1 ก็ยังต้องใช้ขี้วัวเลยครับ


ทางเลือก ในการจัดการฟางข้าว หลังเก็บเกี่ยว


ชาวนาวันหยุด

https://www.facebook.com/photo.php?v=668151963255324&set=vb.174480659289126&type=2&theater

วีดีโอ"ชุดสับย่อยฟาง"

ทางเลือก ในการจัดการฟางข้าว หลังเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยว เสร็จสิ้นด้วยรถเกี่ยวนวดข้าว ที่เเปลงนา และทิ้งฟางไว้ที่นา เอาข้าวไปขายโรงสี ... การเลี้ยงวัว ควาย ตามบ้านชาวนา ลดน้อย และหายไป
เเหล่งผลิตปุ๋ยธรรมชาติ หายไป

การจัดการเเปลงนาหลังการเก็บเกี่ยว มีทางเลือก ที่จะประหยัดพลังงา่น และรักษาหน้าดิน ดังนี้ (กรณีไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับปลูกพืชสลับ)
1. ถ้า เลือกที่จะไถกลบตอซัง กับฟางทันทีหลังการเก็บเกี่ยว ถามว่า จะได้ประโยชน์อะไร? --- ได้แค่ไถ กับดินเเข็งๆ เข้าบ้างไม่เข้าบ้าง เปลืองน้ำมัน
ไม่เิกิดประโยชน์อันใด กับโครงสร้างดิน และการใช้ประโยชน์จากอินทรีย์วัตถุ เลย โดยธรรมชาติ การย่อยสลายย่อมต้องใช้ความชื้น ให้จุลินทรีย์ได้ทำงาน
แต่หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี จะเข้าสู่ฤดูหนาว และฤดูแล้ง การไถตากหน้าดิน หรือไถกลบตอซังพร้อมฟางข้าว จึงไม่เกิดประโยชน์ แร่ธาตุที่ได้จากการย่อย
พืชไม่ได้เอาไปใช้งานในทันที สูญเปล่า เพราะหลังจากนี้ 4- 6 ก็ต้องเตรียมดินทำนาอีก....ถือว่า เป็นการเสียซ้ำซ้อน ครับ

2.ปล่อยทิ้งไว้ ไม่ต้องทำอะไรเลย จนกว่า จะถึง ฤดูกาลเตรียมดินนาปีถัดไป (4-6 เดือน) ประหยัด แต่เสี่ยง!!!!
>>>ก็มีความเสี่ยง ที่จะโดน เผายกเเปลง จากการหา หนูนา หรือเผาด้วยความคึกคะนอง ก็จะหายไปทั้งตอซัง และฟางข้าว ทำให้เเปลงนา เข้าสู่หายนะ กลายเป็นดินเสือมสภาพ
โครงสร้างดินเสีย และสิ้นเปลืองปุ๋ยเคมี มากขึ้นๆ

3. ถ้าเลือก ที่จะเก็บฟาง ไปใช้ประโยชน์ ล้อกระบวนการจัดการ (แบบในอดีต ตอนที่ 1) ก็จะได้ใช้ประโยชน์ จากฟางข้าว อย่างหลากหลาย ผ่านกระบวนการ
เพิ่มมูลค่า ไม่ว่า จะเป็นการเพาะเห็ดฟาง อาหารในครัวเรือน เหลือจึงขาย ก่อนจะเข้าสู่การย่อยสลาย และเก็บสะสมไว้เพื่อเป็นต้นทุนปุ๋ยอินทรีย์ ก่อนนำกลับไปปรับปรุงบำรุง ดินก่อนทำการเพาะปลูก เมือฝนแรกลง ดินชุ่ม จึงเอากลับไป โรยให้ทั่วเเปลง ก่อนทำการเตรียมดิน ทำให้ดินโปร่งร่วนซุย ช่วยอุ้มน้ำ ได้ดี ระบบรากข้าวหาอาหารได้มาก ใช้ประโยชน์จากธาตุอาหาร ได้ถูกที่ ถูกเวลา

4.หรือ จะเก็บฟางข้าว ไปเลี้ยงวัว เลี้ยงควายที่คอก ก็จะได้เป็นปุ๋ยคอกกลับ มาปรับปรุงบำรุงดิน ได้ ซึ่ง ในหน้าแล้ง ถ้าเลี้ยงปล่อย วัวควาย ก็จะผอม และสูญเสียพลังงานมาก
ไปขี้เรี่ย ราด ไม่ได้ปุ๋ย ดังนั้นการเลี้ยงที่คอก ก็จะประหยัดพลังงานสัตว์ และอาหารที่สำรอง ไว้ก็น่าจะเพียงพอ ... ถึงเวลา ทำนาก็ โกย ปุ๋ยคอก เหล่านี้ กลับไปสู่นาได้

5.ถ้า จะเอาฟางข้าว ไปขาย ก็เป็นการย้่าย อินทรีย์วัตถุ ออกนอกพื้นที่และไม่ได้กลับมา ที่นาตัวเองอีก (600-1,000 กิโลกรัมต่อไร่)
การตัดสินใจแบบนี้ ได้ผลประโยชน์ระยะสั้น ในรูปของกระแสเงินสด เข้า แต่เมื่อ ได้ลงทำนาปีรอบต่อไป ก็จะเกิดกระแสเงินสด ไหลออก ไปซื้อปุ๋ยอินทรีย์ หรือเคมีกลับมาปรับปรุงบำรุง ดินนาตัวเองอยู่ดี ครับ

6.การตัดสินใจ ในการจัดการเเปลงนาหลังการเก็บเกี่ยว ให้มองถึงหลักสมดุล ถ้ามีการเอาผลผลิตออกจากไร่นา ในน้ำหนักเท่าไหร่
การเติมอินทรีย์วัตถุกลับคืน เเปลงนาในน้ำหนักที่เท่าๆกัน เป็นสิ่งจำเป็นเสมอ ....เช่น ถ้า ได้ผลผลิต 1 ตัน ก็ควรเติมอินทรีย์วัตถุกลับไปบำรุงดิน ด้วย 1 ตัน เสมอๆ
เมื่อสมดุล ในเเปลงนาได้ การจะต่อยอด เรื่องการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ รอบต่อรอบ ปีต่อปี คิดได้ ทำได้ และได้ดี เสมอ ครับ

"แบบนี้เรียกว่า ไม่เอาเปรียบกัน"




มาทำปุ๋ยหมักในกะละมังกันนะครับ

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

เพื่อนที่เล่นไม้กระถางแล้วพบว่าหลายปีผ่านไปดินเริ่มหมดสภาพ ต้นไม้เริ่มเฉา เหมือนต้องการดินปลูกใหม่ ... ที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะดินเริ่มหมดธาตุอาหารรองและจุลธาตุสำหรับการเจริญเติบโตของพืช หมดอินทรีย์วัตถุสำหรับเป็นอาหารของจุลินทรีย์ดินและไส้เดือน ... ดินจึงดูแน่นแข็งไม่มีชีวิต ... วิธีแก้นะครับ แทนที่จะออกไปหาซื้อดินปลูกใหม่ ก็ใช้ดินเก่านี่แหละครับ แยกต้นไม้ออก ระวังให้มีดินติดรากอยู่สัก 50% เอาดินเก่าผสมกับปุ๋ยหมักเข้าไปในอัตราส่วนดิน 7 ส่วน ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน คลุกผสมเข้าด้วยกันให้ดี แล้วเอาต้นไม้ลงปลูกในกระถางที่ใหญ่ขึ้น รดน้ำเบา ๆ ช้า ๆ ให้น้ำซึมดินทุกส่วน .... แล้วนั่งคอยต้นไม้ฟื้นตัว ... ไม่เกินสองอาทิตย์ก็จะพบว่าต้นไม้มีความสุขมากขึ้นครับ

แทนที่จะซื้อปุ๋ยหมักของคนอื่น เราน่าจะลงมือทำปุ๋ยหมักกันเองจะสนุกกว่าครับ ในห้องเรียนนี้มีการสอนทั้งแบบทำในกะละมัง (พลิกวันละครั้ง เสร็จใน 30 วัน) แบบทำในตะกร้า (ไม่ต้องพลิก เสร็จใน 60 วัน) ลงมือทำแล้วส่งมาอวดนะครับ ทั้งต้นไม้ ทั้งปุ๋ย จะได้เอามาแฉ เอ๊ย แชร์กันครับ

ต้องขอเตือนว่า ปุ๋ยหมักที่ทำขึ้นมานี้ไม่ใช่ดินปลูกนะครับ ขืนเอาปุ๋ยหมักล้วน ๆ ลงปลูกต้นไม้ในกระถาง รับประกันครับว่าต้นไม้ทุกชนิดตายหมด เพราะสำลักแร่ธาตุอาหารครับ ... ของมันแรงน่ะครับ


วันนี้เรามาทำปุ๋ยหมักในกะละมังกันนะครับ จากเศษใบไม้ในบ้าน หนึ่งเดือนเสร็จ เหมาะสำหรับท่านที่อยู่ในเมืองหรือหมู่บ้านจัดสรร ที่ไม่มีที่ดินกว้าง ๆ หรือไม่มีเศษพืชมาก ๆ

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=730302250319523&set=pb.729811563701925.-2207520000.1382849987.&type=3&theater

ขั้นตอนแรก เอาเศษใบไม้มา 3 ถุง ใส่ในกะละมังที่เจาะรูระบายน้ำเอาไว้



ขั้นตอนสอง เอาขี้วัวมา 1 ถุงใส่เข้าไป



ขั้นตอนสาม คลุกเคล้าผสมกันพร้อมกับเติมน้ำ แต่ต้องไม่ให้แฉะมากเกินไปหรือแห้งเกินไป เป็นอันเสร็จขั้นตอน เอาวางแอบ ๆ อย่าให้โดนแดดโดยตรงเพราะจะทำให้แห้งเร็ว และระวังอย่าให้โดนฝนเพราะจะทำให้แฉะไป



วันถัดไปก็คลุกเคล้า พร้อมขยำ ๆ เพื่อช่วยให้ใบไม้แตกเล็กลง ช่วยการย่อยสลายของจุลินทรีย์ คลุกเคล้าแบบนี้วันละครั้ง ถ้าวันไหนเห็นว่าเริ่มแห้งเกินไปก็พรมน้ำลงไป ถ้าโชคร้ายทำให้แฉะเกินไปก็ให้เทออก วางแผ่ตากแดด พอเริ่มหมาดก็เอากลับลงในกะละมัง

ทุก ๆ วันที่ผ่านไป เศษใบไม้จะมีสีคล้ำขึ้น ๆ นุ่มขึ้น ๆ เบาขึ้น ๆ ปริมาตรจะหายไปทุกวัน พอครบ 30 วันก็จะถือว่าเป็นปุ๋ยหมักแล้ว

หลังจากนั้นให้ทำให้แห้ง โดยทิ้งเอาไว้เฉย ๆ ไม่ต้องรดน้ำอีก การทำปุ๋ยหมักแบบนี้จะไม่มีกลิ่นเลย และไม่ดึงดูดแมลงวัน ... อาจมีไส้เดือนบ้างเล็กน้อย

ห้ามใช้ปุ๋ยหมักที่ยังไม่แห้งในการเพาะปลูก เพราะจะเป็นอันตรายต่อพืชจากจุลินทรีย์ที่มีมากในปุ๋ยหมักและยังไม่สงบตัว ... จึงต้องทำให้แห้งก่อนนะครับ

จุลินทรีย์มาจากไหน ? ... ก็มาจากในขี้วัวไงครับ นอกจากนี้ ในขี้วัวยังมีไนโตรเจนที่เป็นสารอาหารของจุลินทรีย์ด้วย ทีนี้เศษใบไม้มีคาร์บอนที่เป็นสารอาหารของจุลินทรีย์ด้วย จุลินทรีย์ต้องการทั้งไนโตรเจนและคาร์บอนในการเจริญเติบโต ขาดตัวใดตัวหนึ่งจุลินทรีย์ก็เพิ่มจำนวนไม่ได้ .... สัดส่วน 3 ต่อ 1 โดยปริมาตรเป็นสัดส่วนที่ผ่านการวิจัยและทดลองมาแล้วว่าเหมาะสม ..... พอมีความชื้นจากการดูแลน้ำ มีอากาศจากการพลิกวันละครั้ง จุลินทรีย์ก็เลยย่อยสลายได้อย่างสมบูรณ์และมีลูกหลานเพิ่มมากขึ้นจากสารอาหารที่เราเตรียมให้ .... พอครบ 30 วัน กระบวนการก็เสร็จสมบูรณ์ ทิ้งให้แห้ง ก่อนนำไปใช้หรือเก็บใส่ถุง



แต่ถ้ารีบเอาไปใช้ในการเพาะปลูกไม่รอให้ปุ๋ยหมักแห้ง จุลินทรีย์ในปุ๋ยหมักก็จะถือว่ารากพืชคือคาร์บอน ก็จะไปกัดกิน ส่งผลให้ต้นพืชเฉาได้ (อันนี้สามารถทดลองเองได้ครับ แฮ่ะ ๆ) ถ้าปุ๋ยหมักแห้งจุลินทรีย์ที่ชำนาญในการย่อยสลายเศษพืชก็จะสงบตัว เมื่อเอาไปใช้ในการเพาะปลูก ปุ๋ยหมักลงไปอยู่ในดิน อยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสมไม่มีอากาศ จุลินทรีย์ก็จะไม่สามารถฟื้นกลับมาเป็นอันตรายต่อพืชครับ

การทำปุ๋ยหมักบางสูตรให้ใส่อีเอ็ม ... สูตรนี้มีอีเอ็มจากขี้วัวอยู่แล้วก็เลยไม่ต้องใส่ .... บางสูตรให้ไปเอาจุลินทรีย์ขุยไผ่ สูตรนี้ก็มีจุลินทรีย์แล้ว .... บางสูตรใส่กากน้ำตาลเพื่อเพิ่มไนโตรเจน ในขี้วัวก็มีไนโตรเจนแล้ว .... บางสูตรให้ใส่รำข้าวเพื่อเป็นคาร์บอน สูตรเรามีคาร์บอนจากใบไม้แล้ว .... ถ้าใครชอบกลิ่นเหม็นก็เอาน้ำหมักมาใส่ แต่ผมว่าไม่จำเป็นครับ จุลินทรีย์ในน้ำหมักเป็นกลุ่มไม่ใช้ออกซิเจน จะมาตายหมดในกะละมังที่เป็นแบบใช้ออกซิเจน ...... สรุป มีแค่ใบไม้กับขี้วัวก็มีครบทุกอย่าง แค่ใบไม้กับขี้วัวก็ได้ปุ๋ยหมักคุณภาพดีแล้ว .... ง่าย ๆ พอเพียง .... ของง่าย ๆ ก็มีคุณภาพสูงได้เหมือนกันนะครับ

จุลินทรีย์ในวิธีนี้จะเป็นกลุ่มใช้ออกซิเจนเพราะมีการพลิกทุกวัน ซึ่งจุลินทรีย์กลุ่มนี้สร้างกลิ่นไม่เป็น สร้างน้ำเสียไม่เป็น และไม่ดึงดูดแมลงวันครับ

ทีนี้ถ้าต้องการปุ๋ยหมักมาก ๆ อย่างเช่น 10 ตัน ถ้าจะทำในกะละมังก็ไม่ไหว ก็ต้องทำแบบวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ที่กองเป็นแถวยาว แต่ไม่ต้องพลิกกลับกอง แต่หลักการก็ยังเหมือนเดิมข้างต้น คือ ต้องให้ความสำคัญกับจุลินทรีย์ ไนโตรเจน คาร์บอน ความชื้น และอากาศ

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

วันนี้เอาเรื่องน้ำขี้วัวมาเล่าให้ฟังนะครับ

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

วันนี้เอาเรื่องน้ำขี้วัวมาเล่าให้ฟังนะครับ

อย่างที่เรารู้กันครับว่าขี้วัวมีไนโตรเจนเยอะ ถ้าเราเอาขี้วัวมาแช่น้ำ ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง ในน้ำก็จะมีไนโตรเจนละลายออกมา เราสามารถนำไปใช้รดพืชได้ และมีความเข้มข้นมากถึงกับใช้กับต้นไม้เล็ก ๆ หรือกล้าไม้ในถุงไม่ได้ เพราะพืชจะเหลืองครับ

วิธีการทำคือ เอาขี้วัวมากำมือหนึ่ง ใส่ในถัง 10 ลิตร เติมน้ำ แช่ไว้ 24 ชั่วโมง น้ำก็จะมีสีแดงของน้ำขี้วัว ตักเอาเฉพาะน้ำไปใช้รดพืช พืชจะกระเด้งพรึ่บพรั่บทันทีอย่างผิดหูผิดตา ใช้ในปริมาณสัก 1 แก้วต่อต้นก็พอ หรือใครจะเจือจาง 1 ต่อ 1 ก็จะปลอดภัยมากขึ้น .... การใช้อย่าใช้บ่อย พืชจะสำลักตายได้ ให้คิดว่าเป็นน้ำปุ๋ยยูเรียก็แล้วกัน ควรศึกษาความชอบของพืชแต่ละชนิด

การที่แช่ไว้แค่ 24 ชั่วโมงยังไม่ทำให้น้ำนี้เกิดความเป็นกรด จึงสามารถนำไปใช้ได้เลย ไม่ต้องเจือจาง 200 เท่าแบบน้ำหมักชีวภาพ แต่เนื่องจากไนโตรเจนอยู่ในรูปอินทรีย์ไนโตรเจน ดังนั้น การใส่น้ำขี้วัวมาก ๆ หรือบ่อย ๆ ก็อาจเกิดพิษต่อพืชได้ รวมทั้งจุลินทรีย์ในขี้วัวอาจไปทำอันตรายต่อพืชได้

กากขี้วัวในถังที่เหลือ สามารถนำไปทำน้ำขี้วัวใหม่ได้อีกหลายรอบ จนกว่าไม่มีน้สีแดงออกมา .... ก็ลองทำดูกันนะครับ

วิธีนี้ผมเลียนแบบมาจากการทำน้ำขี้หมูฟาร์มของอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ท่านหนึ่ง ที่ได้ไปช่วยเกษตรกรผู้ปลูกสตรอเบอรี่ที่บ้านบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง เชียงใหม่ และจากประสบการณ์ที่นำน้ำที่ไหลออกมาจากกองปุ๋ยไปรดต้นไม้ครับ

น้ำขี้วัวนี้เปรียบเสมือนอาหารเสริมจานด่วนสำหรับพืช คล้ายกับการดื่มเอ็ม 100 ของคนเรา ที่มันให้กำลังวังชาในเวลาอันสั้น แต่ไม่สามารถดื่มแทนอาหารได้ครับ

มูลสัตว์แห้งทุกขนิดสามารถทำน้ำขี้วัวได้ครับ ... ขี้วัวกระสอบหนึ่งใช้ได้ไปหลายปีเลย