ไว้บันทึกเรื่องราวรอบๆตัว

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ปลูกผักอินทรีย์มาหลายปีแล้ว

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

ในทุกวันนี้ถ้าพูดถึงการปลูกผักอินทรีย์หรือข้าวอินทรีย์ เชื่อไหมครับว่าจะมีเพื่อนในเฟสประมาณ 70% ที่ไม่เชื่อว่าจะทำได้ .... ไม่เชื่อว่าการไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง และไม่ใช้ปุ๋ยเคมีจะสามารถปลูกผักหรือข้าวได้ ทั้ง ๆ ที่ในสังคมมีการพูดถึงเกษตรกรผู้ปลูกแบบอินทรีย์ที่เป็นตัวอย่างกันให้เห็นกันตลอด .... และลืมไปว่าครั้งหนึ่งในสมัยก่อนปี 2503 ประเทศไทยก็เป็นเกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศ เพราะฝรั่งยังไม่ส่งปุ๋ยและสารเคมีเข้ามาขายในเมืองเรา เราก็ไม่เห็นจะต้องง้อปุ๋ยเคมีกันเลย ..... ปลูกยาง มัน อ้อย ข้าว ผัก ลำไย ทุเรียน แบบอินทรีย์กันทั้งนั้น 5555

วันนี้ขอเอาเรื่องลุงเจริญ แห่งบ้านโพธิทองเจริญ อ.ดอยสะเก็ด เชียงใหม่ ที่ปลูกผักอินทรีย์มาหลายปีแล้ว .... จากเดิมที่เคยปลูกข้าวแบบเคมีในพื้นที่หลายสิบไร่ ขาดทุนเกือบทุกปี สุขภาพทรุดโทรมจากงานหนักและใช้สารเคมี เวลาว่างรอเกี่ยวข้าวก็ไปทำงานรับจ้าง ... แต่พอหันมาปลูกผักแบบอินทรีย์ก็พบว่าการปลูกในพื้นที่แค่ 2 งาน ปลูกผักผสมผสานทุกชนิดที่กิน ที่เหลือขาย เป็นการลดรายจ่าย สร้างรายได้ ก็สามารถทำเงินได้ปีละแสนเหมือนกัน จากการขายผักได้วันละ 300 บาท มีรายได้ดีกว่าทำแบบเดิมที่ทำมากแล้วได้น้อย ขายผักอินทรีย์ในตลาดในหมู่บ้านในราคาเท่ากับผักเคมี แต่ขายได้เร็วกว่า หมดเร็วกว่า .... ลุงเจริญเป็นหมอดินอาสา แต่ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ ลุงแกทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองระบบกองเติมอากาศของจารย์ลุงตั้งแต่ปี 2549 โดยใช้งบของจังหวัด แล้วปรับมาเป็นแบบไม่พลิกกลับกองวิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ในปี 2552 เป็นต้นมา

ช่วงแรก ๆ ลุงเจริญเป็นประธานกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ มีสมาชิก 19 คน ลุงเจริญผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองขายด้วยครับ ในรูปของการทำงานแบบกลุ่ม ผลิตเดือนละ 15 ตัน ... แค่ขายปุ๋ยหมักก็รายได้ไม่เบาแล้ว

มีปุ๋ยหมักมากก็ใช้ได้มาก ผลผลิตจึงออกมาได้สม่ำเสมอ บนพื้นดินที่ครั้งหนึ่งเป็นดินฝุ่น ค่าอินทรีย์วัตถุต่ำสุด ๆ .... กลุ่มของลุงมีการทำน้ำส้มควันไม้สำหรับไล่แมลง ทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อไล่ศัตรูพืชและเป็นฮอร์โมนสำหรับพืช .... น้ำส้มควันไม้ก็ขายได้อีก

มา 2 ปีก่อน ก็มีห้างใหญ่ในเชียงใหม่ที่คนต่างชาตินิยมไปซื้อของ เพราะมีผักอินทรีย์ขายมาก นั่นคือห้างริมปิงซูเปอร์สโตร์ มาขอให้แกส่งผักอินทรีย์เข้าห้าง ในราคาที่แกจะได้สูงกว่าที่เคยขายหลายเท่า มีผัก 40 ชนิดที่ต้องส่งทุกวัน โดยจะมีรถห้องเย็นมารับทุกเช้า มีเครื่องบาร์โค้ดกับเครื่องชั่งน้ำหนักมาไว้ที่กลุ่ม ผักที่เหลือห้างรับไว้หมดไม่ต้องส่งกลับคืน ลุงเจริญส่งผักอินทรีย์ภายใต้ชื่อ "ผักไทย" ครับ .... ก็เลยเป็นเรื่องปวดหัวให้กับลุง เพราะต้องไปหาพรรคพวกชวนกันปลูกผักอินทรีย์ส่งห้างกัน ใครที่ยังไม่ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ลุงแกก็จูงมือกันทำจนได้มาตรฐานทีละราย ๆ .... นับเป็นเรื่องน่ายินดีของเกษตรกรกลุ่มนี้ ที่มีตลาดรองรับ และผลผลิตได้ราคาสูงคุ้มค่า .... คุณภาพชีวิตสูงขึ้น สารเคมีไม่ต้องยุ่งเกี่ยว ต้นทุนต่ำ ดินดี เศษพืชมีประโยชน์ไม่ต้องเผา ... ลุงแกบอกว่าถ้าดินดี หญ้าต้องงาม กลุ่มของแกเลยไม่มีใครเกลียดหญ้าครับ ถอนหญ้าเอามาทำปุ๋ยหมักกันหมด

เจอกันเมื่อไร ลุงแกก็จะเล่าว่าได้รับรางวัลเพิ่มอีกแล้วยังไง และเคยได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วย

ลุงแกบอกว่า .... "พอเพียง" ..... ก็ไม่จำเป็นต้องจนครับ

จารย์ลุงก็ไม่ได้อยากให้ทุกท่านเป็นเกษตรอินทรีย์ทุกคนนะครับ เพียงแต่อยากให้เห็นว่าเกษตรกรที่ทำสุดขั้ว ไม่ใช้เคมีนั้นมีอยู่จริง ... ท่านใดที่ยังจำเป็นต้องใช้เคมีก็ใช้ต่อไป เพียงแต่ขอเอาเศษพืชมาใช้ประโยชน์ เอาทำปุ๋ยหมัก แล้วเติมความอุดมสมบูรณ์กลับลงไปในดิน ซึ่งจะช่วยลดการใช้เคมีลงได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง แก้ปัญหาดินเป็นกรด เพิ่มผลผลิต

เอาไว้คิดได้เมื่อไร ค่อยหันกลับมาปลูกผักอินทรีย์แบบลุงเจริญก็แล้วกัน .... พอเพียง ..... ทำน้อยได้มาก .... แล้วจะพบกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติครับ












ปัญหาแอนแทรกโนสในสตรอเบอรี่

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

วันนี้ 23 กุมภาพันธ์ z,ชวนแม่บ้านและลูกสาวไปเที่ยวและเก็บสตรอเบอรี่สด ๆ จากไร่ ที่สวนของพี่ดำรงค์ที่บ้านบ่อแก้ว สะเมิง เชียงใหม่ .... ผมรู้จักพี่ดำรงค์มา 4 ปีแล้วครับ จากการที่ชาวบ้านบ้านบ่อแก้วถวายฎีกาสมเด็จพระเทพรัตนฯ ราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ขอให้ท่านช่วยเรื่องปัญหาแอนแทรกโนสในสตรอเบอรี่ที่ทำให้สวนสตรอเบอรี่ที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในเชียงใหม่ต้องเสียหาย เกษตรกรเดือดร้อนขาดทุนเป็นจำนวนมาก ทาง ธ.ก.ส. ฝ่ายอารักขาพืชของโครงการหลวง และมหาวิทยาลัยแม่โจ้จึงได้ร่วมมือกันบูรณาการความรู้แล้วนำไปปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกและดูแลสวนสตรอเบอรี่เสียใหม่ ..... ในตอนนั้นเราพบว่าดินปลูกของเกษตรกรมีค่าพีเอชดินเป็นกรดจัด มีค่า 4 สาเหตุจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีอย่างมโหฬารและใช้ติดต่อกันอย่างยาวนาน ดังนั้น งานของจารย์ลุงในตอนนั้นคือส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยหมักปริมาณมากแบบไม่พลิกกลับกองเพื่อนำไปปรับความเป็นกรดของดิน เมื่อดินมีพีเอชเป็นกลาง เชื้อโรคที่ชอบอยู่ในดินที่เป็นกรดก็อยู่ไม่ได้ โดย ธ.ก.ส.สนับสนุนค่ามูลสัตว์ในการทำปุ๋ยหมัก

เป็นที่น่าเศร้าว่า มีเกษตรกรเพียงไม่กี่รายที่สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก เชื่อในสิ่งที่นักวิชาการลงไปช่วยสอน เลิกใช้ยาฆ่าหญ้า มีการจัดการในแปลงที่ดีแบบ GAP มีการทำน้ำหมักมูลสุกรบำรุงต้น ทำน้ำหมักชีวภาพไล่แมลง ทำปุ๋ยหมักใช้ เปลี่ยนสายพันธุ์สตรอเบอรี่ ลดพื้นที่ลงให้เหลือไม่เกิน 5 ไร่เพื่อให้พอที่จะดูแลได้ทั่วถึง เราคุยกันเรื่องหลักความพอเพียงของในหลวงกับเกษตรกรกันด้วย ทำให้เกษตรกรไม่กี่รายเพียง 3 คนนั้น สามารถรอดพ้นปัญหาโรคแอนแทรกโนสได้ภายในเวลาเพียง 1 ปี นอกนั้นไม่ยอมปรับเปลี่ยน แต่คอยจะมองหายาวิเศษราคาแพงที่จะมารักษา ก็เลยขาดทุนเหมือนเดิมต่อไป

ผมไปเยี่ยมพี่ดำรงค์เกือบทุกปี ได้มองเห็นการลดต้นทุนของพี่ดำรงค์แล้วมีความสุข ปีนี้พี่ดำรงค์นำแปลง 5 ไร่เปลี่ยนเป็นปลูกกระเทียม เพื่อเปลี่ยนพืชที่ใช้ปลูกบ้าง ลดโรคในดินที่อาจมีการสะสม แล้วย้ายสตรอเบอรี่ไปปลูกในอีกแปลงในพื้นที่ 4 ไร่ ลงสตรอเบอรี่ไป 4 หมื่นต้น ... พี่ดำรงค์ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า ใช้ยาฉีดป้องกันเชื้อราบ้างแต่ไม่มาก ใช้ปุ๋ยเคมีบ้าง แต่ที่ใช้มากคือปุ๋ยหมักครับ ... ใน 4 ไร่ทำปุ๋ยหมักหมดขี้วัวไป 200 กระสอบ หรือได้ปุ๋ยหมักเกือบ 7 ตัน .... พี่ดำรงค์บอกว่าเดี๋ยวนี้ลดค่าซื้อปุ๋ยและสารเคมีในพื้นที่ 4 ไร่นี้ได้ถึง 5 หมื่นบาท .... ทุกวันนี้ผลผลิตดี เป็นโรคน้อย ต้นแข็งแรง เก็บสตรอเบอรี่วันเว้นวัน เก็บกันถึงตี 2 ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ คาดว่าน่าจะเก็บได้ไปจนถึงเดือนเมษายนโน่น

พี่เค้าปลูกต้นหอมในแถวสตรอเบอรี่และปลูกกะหล่ำปลีที่หัวแปลงด้วย เอาไว้กิน ที่เหลือขาย ได้เงินเพิ่มอีก และยังโชว์กองปุ๋ยหมักที่ต้องมีอยู่เสมอในแปลงเพื่อใช้บำรุงดินอีกด้วยครับ

วันนี้เราจากกันด้วยความสุข เสียอย่างเดียวว่าพี่เค้าไม่ยอมรับเงินค่าสตรอเบอรี่ บอกว่าจารย์สามารถมาเอาไปทานได้ตลอดเวลา อันนี้เราทำใจไม่ได้ .... แต่เมื่อเห็นน้ำใจที่แสนบริสุทธิ์ของพี่ดำรงค์และแฟน ผมก็จำต้องยอมครับ

อ่านแล้วมีความเห็นว่ายังไงบ้างครับ กับการเพาะปลูกที่ลดการพึ่งพาเคมีแบบนี้ การเพาะปลูกนอกคอกที่มีแต่ผลดี ลดปัญหา เพิ่มผลผลิต สุขภาพคนปลูกและผู้บริโภคก็ปลอดภัย เงินก็ดี ทั้ง ๆ ที่ลดพื้นที่การทำลง .... ทำน้อยแต่ได้มาก .... แต่ในขณะที่มีตัวอย่างดี ๆ แบบนี้ เชื่อไหมครับว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ก็ยังไม่ปรับเปลี่ยนและไม่ยอมเดินตามทางสายนี้ ด้วยเห็นว่ามันไม่ทันใจ .... น่าเสียดายนะครับ


วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Biochar ถ่านชีวภาพ เพื่อการเกษตร

ชาวนาวันหยุด

ถ่านชีวภาพ BioChar

ตอบซะก่อนที่ใครจะถามCredit จาก https://www.facebook.com/conductor.logos

"ในกระบวนการผลิตถ่านไบโอชาร์ตามที่สาธิตที่สวนป่า มหาชีวาลัยอีสานนั้น ดูเหมือนเป็นการอบไม้โดยไม่ให้อากาศเข้า ในแง่หนึ่งก็ใช่ครับ

กระบวนการนี้เรียกว่า slow pyrolysis ให้ความร้อนแก่ biomass (กิ่งไม้ ใบไม้ เศษไม้ ผลไม้ มูลสัตว์ ซากพืช หรือสารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่างๆ) เพื่อให้ความร้อนทำลายพันธะทางเคมี บังคับให้ไฮโดรเจน ออกซิเจน และคาร์บอนบางส่วนสลายตัวออกมาเป็น syngas (หลักๆ มี มีเทน ไฮโดรเจน และคาร์บอนมอนอกไซด์) ซึ่ง syngas ติดไฟ พอสลายตัวออกมา เราก็บังคับให้ออกไปโดนไฟข้างนอกเพื่อให้ติดไฟกลายเป็นความร้อน มาเผาถังอบไม้อีกที จะได้ประหยัดไม้เชื้อเพลิง และทำให้คาร์บอนมอนอกไซด์เปลี่ยนไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งอันตรายน้อยกว่า

อีกกระบวนการหนึ่ง จะจุดไฟเผาไม้โดยตรงในสภาพที่จำกัดออกซิเจนเช่นกัน เช่นเตา TLUD หรือเตา pyrolysis ทั่วไปเช่นเตาของ FEMA กระบวนการนี้เรียก fast pyrolysis หลักการเดียวกันแต่อธิบายยากกว่า 

Slow pyrolysis และ fast pyrolysis ให้ถ่านไบโอชาร์ด้วยกันทั้งคู่ แต่ slow pyrolysis ให้ถ่านไบโอชาร์ในปริมาณที่มากกว่า (ประมาณหนึ่งในสามโดยน้ำหนัก) ในขณะที่ fast pyrolysis ให้ syngas มากกว่า (ให้ถ่านประมาณหนึ่งในสิบโดยน้ำหนัก) ดังนั้นเตาสาธิตที่สวนป่าจึงเลือกทำแบบที่เห็น

หากว่าเราต้องการ syngas ก็จะใช้เตา pyrolysis เช่นเตาแบบของ FEMA สมัยตื่นสงครามนิวเคลียร์นั้น เอา syngas มาลดอุณหภูมิ ดักเขม่า แล้วป้อนเข้าเครื่องยนต์ รถวิ่งได้ เครื่องจักรสันดาปภายในเดินได้ syngas มีค่าความร้อนต่ำกว่า LPG แต่ในเมื่อได้มา "ฟรี" จะนำไปใช้อย่างไรก็คุ้ม -- เงื่อนไขสำคัญคือการกำจัดเขม่าออกให้ได้ เพื่อไม่ให้เครื่องยนต์สึกหรอมากเกินควร

อย่างนี้การผลิตถ่านไบโอชาร์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน่ะสิ ก็ใช่ครับ เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นบ้าง แต่ถ้าปล่อยให้ไม้ย่อยสลายตามธรรมชาติ จะเกิดมีเทนขึ้นแทนซึ่งกลับร้ายแรงกว่ามาก ฝรั่งจึงว่านาข้าวไทยที่ไขน้ำเข้าท่วมนาก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก

ถ่านไบโอชาร์เป็นคาร์บอนเกือบบริสุทธิ์ มีเสถียรภาพ จะไม่สลายตัวเป็นระยะเวลาร้อย-พันปี ในเมื่อคาร์บอนส่วนใหญ่(มาก)ถูกเก็บไว้ในรูปของแข็ง คาร์บอนที่จะไปประกอบเป็นก๊าซเรือนกระจกก็จะน้อยลง ดังนั้นจึงเรียกการผลิตไบโอชาร์ว่า Carbon negative หรือบางทีก็เรียกเป็น Carbon sequestration ทั้งสองชื่อนำสู่การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกครับ"

>Lecture ถ่านชีวภาพ / ถ่านBiochar 12 นาทีจากผู้เชียวชาญ คุณ Conductor Logos -คืออะไร -ทำอย่างไร-หลักการ -กลไกการเผา-การใช้ประโยชน์ ต่อเนื่องจาก Biochar -รู้แล้ว รอ อะไร ? 

รีบปลูกต้นไม้ เป็นวัตถุดิบก่อนเลย อย่ารอช้า Global Village Buriram หมู่บ้านโลก บุรีรัมย์