ไว้บันทึกเรื่องราวรอบๆตัว

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ปลูกผักอินทรีย์มาหลายปีแล้ว

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

ในทุกวันนี้ถ้าพูดถึงการปลูกผักอินทรีย์หรือข้าวอินทรีย์ เชื่อไหมครับว่าจะมีเพื่อนในเฟสประมาณ 70% ที่ไม่เชื่อว่าจะทำได้ .... ไม่เชื่อว่าการไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง และไม่ใช้ปุ๋ยเคมีจะสามารถปลูกผักหรือข้าวได้ ทั้ง ๆ ที่ในสังคมมีการพูดถึงเกษตรกรผู้ปลูกแบบอินทรีย์ที่เป็นตัวอย่างกันให้เห็นกันตลอด .... และลืมไปว่าครั้งหนึ่งในสมัยก่อนปี 2503 ประเทศไทยก็เป็นเกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศ เพราะฝรั่งยังไม่ส่งปุ๋ยและสารเคมีเข้ามาขายในเมืองเรา เราก็ไม่เห็นจะต้องง้อปุ๋ยเคมีกันเลย ..... ปลูกยาง มัน อ้อย ข้าว ผัก ลำไย ทุเรียน แบบอินทรีย์กันทั้งนั้น 5555

วันนี้ขอเอาเรื่องลุงเจริญ แห่งบ้านโพธิทองเจริญ อ.ดอยสะเก็ด เชียงใหม่ ที่ปลูกผักอินทรีย์มาหลายปีแล้ว .... จากเดิมที่เคยปลูกข้าวแบบเคมีในพื้นที่หลายสิบไร่ ขาดทุนเกือบทุกปี สุขภาพทรุดโทรมจากงานหนักและใช้สารเคมี เวลาว่างรอเกี่ยวข้าวก็ไปทำงานรับจ้าง ... แต่พอหันมาปลูกผักแบบอินทรีย์ก็พบว่าการปลูกในพื้นที่แค่ 2 งาน ปลูกผักผสมผสานทุกชนิดที่กิน ที่เหลือขาย เป็นการลดรายจ่าย สร้างรายได้ ก็สามารถทำเงินได้ปีละแสนเหมือนกัน จากการขายผักได้วันละ 300 บาท มีรายได้ดีกว่าทำแบบเดิมที่ทำมากแล้วได้น้อย ขายผักอินทรีย์ในตลาดในหมู่บ้านในราคาเท่ากับผักเคมี แต่ขายได้เร็วกว่า หมดเร็วกว่า .... ลุงเจริญเป็นหมอดินอาสา แต่ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ ลุงแกทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองระบบกองเติมอากาศของจารย์ลุงตั้งแต่ปี 2549 โดยใช้งบของจังหวัด แล้วปรับมาเป็นแบบไม่พลิกกลับกองวิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ในปี 2552 เป็นต้นมา

ช่วงแรก ๆ ลุงเจริญเป็นประธานกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ มีสมาชิก 19 คน ลุงเจริญผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองขายด้วยครับ ในรูปของการทำงานแบบกลุ่ม ผลิตเดือนละ 15 ตัน ... แค่ขายปุ๋ยหมักก็รายได้ไม่เบาแล้ว

มีปุ๋ยหมักมากก็ใช้ได้มาก ผลผลิตจึงออกมาได้สม่ำเสมอ บนพื้นดินที่ครั้งหนึ่งเป็นดินฝุ่น ค่าอินทรีย์วัตถุต่ำสุด ๆ .... กลุ่มของลุงมีการทำน้ำส้มควันไม้สำหรับไล่แมลง ทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อไล่ศัตรูพืชและเป็นฮอร์โมนสำหรับพืช .... น้ำส้มควันไม้ก็ขายได้อีก

มา 2 ปีก่อน ก็มีห้างใหญ่ในเชียงใหม่ที่คนต่างชาตินิยมไปซื้อของ เพราะมีผักอินทรีย์ขายมาก นั่นคือห้างริมปิงซูเปอร์สโตร์ มาขอให้แกส่งผักอินทรีย์เข้าห้าง ในราคาที่แกจะได้สูงกว่าที่เคยขายหลายเท่า มีผัก 40 ชนิดที่ต้องส่งทุกวัน โดยจะมีรถห้องเย็นมารับทุกเช้า มีเครื่องบาร์โค้ดกับเครื่องชั่งน้ำหนักมาไว้ที่กลุ่ม ผักที่เหลือห้างรับไว้หมดไม่ต้องส่งกลับคืน ลุงเจริญส่งผักอินทรีย์ภายใต้ชื่อ "ผักไทย" ครับ .... ก็เลยเป็นเรื่องปวดหัวให้กับลุง เพราะต้องไปหาพรรคพวกชวนกันปลูกผักอินทรีย์ส่งห้างกัน ใครที่ยังไม่ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ลุงแกก็จูงมือกันทำจนได้มาตรฐานทีละราย ๆ .... นับเป็นเรื่องน่ายินดีของเกษตรกรกลุ่มนี้ ที่มีตลาดรองรับ และผลผลิตได้ราคาสูงคุ้มค่า .... คุณภาพชีวิตสูงขึ้น สารเคมีไม่ต้องยุ่งเกี่ยว ต้นทุนต่ำ ดินดี เศษพืชมีประโยชน์ไม่ต้องเผา ... ลุงแกบอกว่าถ้าดินดี หญ้าต้องงาม กลุ่มของแกเลยไม่มีใครเกลียดหญ้าครับ ถอนหญ้าเอามาทำปุ๋ยหมักกันหมด

เจอกันเมื่อไร ลุงแกก็จะเล่าว่าได้รับรางวัลเพิ่มอีกแล้วยังไง และเคยได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วย

ลุงแกบอกว่า .... "พอเพียง" ..... ก็ไม่จำเป็นต้องจนครับ

จารย์ลุงก็ไม่ได้อยากให้ทุกท่านเป็นเกษตรอินทรีย์ทุกคนนะครับ เพียงแต่อยากให้เห็นว่าเกษตรกรที่ทำสุดขั้ว ไม่ใช้เคมีนั้นมีอยู่จริง ... ท่านใดที่ยังจำเป็นต้องใช้เคมีก็ใช้ต่อไป เพียงแต่ขอเอาเศษพืชมาใช้ประโยชน์ เอาทำปุ๋ยหมัก แล้วเติมความอุดมสมบูรณ์กลับลงไปในดิน ซึ่งจะช่วยลดการใช้เคมีลงได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง แก้ปัญหาดินเป็นกรด เพิ่มผลผลิต

เอาไว้คิดได้เมื่อไร ค่อยหันกลับมาปลูกผักอินทรีย์แบบลุงเจริญก็แล้วกัน .... พอเพียง ..... ทำน้อยได้มาก .... แล้วจะพบกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติครับ












ปัญหาแอนแทรกโนสในสตรอเบอรี่

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

วันนี้ 23 กุมภาพันธ์ z,ชวนแม่บ้านและลูกสาวไปเที่ยวและเก็บสตรอเบอรี่สด ๆ จากไร่ ที่สวนของพี่ดำรงค์ที่บ้านบ่อแก้ว สะเมิง เชียงใหม่ .... ผมรู้จักพี่ดำรงค์มา 4 ปีแล้วครับ จากการที่ชาวบ้านบ้านบ่อแก้วถวายฎีกาสมเด็จพระเทพรัตนฯ ราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ขอให้ท่านช่วยเรื่องปัญหาแอนแทรกโนสในสตรอเบอรี่ที่ทำให้สวนสตรอเบอรี่ที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในเชียงใหม่ต้องเสียหาย เกษตรกรเดือดร้อนขาดทุนเป็นจำนวนมาก ทาง ธ.ก.ส. ฝ่ายอารักขาพืชของโครงการหลวง และมหาวิทยาลัยแม่โจ้จึงได้ร่วมมือกันบูรณาการความรู้แล้วนำไปปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกและดูแลสวนสตรอเบอรี่เสียใหม่ ..... ในตอนนั้นเราพบว่าดินปลูกของเกษตรกรมีค่าพีเอชดินเป็นกรดจัด มีค่า 4 สาเหตุจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีอย่างมโหฬารและใช้ติดต่อกันอย่างยาวนาน ดังนั้น งานของจารย์ลุงในตอนนั้นคือส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยหมักปริมาณมากแบบไม่พลิกกลับกองเพื่อนำไปปรับความเป็นกรดของดิน เมื่อดินมีพีเอชเป็นกลาง เชื้อโรคที่ชอบอยู่ในดินที่เป็นกรดก็อยู่ไม่ได้ โดย ธ.ก.ส.สนับสนุนค่ามูลสัตว์ในการทำปุ๋ยหมัก

เป็นที่น่าเศร้าว่า มีเกษตรกรเพียงไม่กี่รายที่สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก เชื่อในสิ่งที่นักวิชาการลงไปช่วยสอน เลิกใช้ยาฆ่าหญ้า มีการจัดการในแปลงที่ดีแบบ GAP มีการทำน้ำหมักมูลสุกรบำรุงต้น ทำน้ำหมักชีวภาพไล่แมลง ทำปุ๋ยหมักใช้ เปลี่ยนสายพันธุ์สตรอเบอรี่ ลดพื้นที่ลงให้เหลือไม่เกิน 5 ไร่เพื่อให้พอที่จะดูแลได้ทั่วถึง เราคุยกันเรื่องหลักความพอเพียงของในหลวงกับเกษตรกรกันด้วย ทำให้เกษตรกรไม่กี่รายเพียง 3 คนนั้น สามารถรอดพ้นปัญหาโรคแอนแทรกโนสได้ภายในเวลาเพียง 1 ปี นอกนั้นไม่ยอมปรับเปลี่ยน แต่คอยจะมองหายาวิเศษราคาแพงที่จะมารักษา ก็เลยขาดทุนเหมือนเดิมต่อไป

ผมไปเยี่ยมพี่ดำรงค์เกือบทุกปี ได้มองเห็นการลดต้นทุนของพี่ดำรงค์แล้วมีความสุข ปีนี้พี่ดำรงค์นำแปลง 5 ไร่เปลี่ยนเป็นปลูกกระเทียม เพื่อเปลี่ยนพืชที่ใช้ปลูกบ้าง ลดโรคในดินที่อาจมีการสะสม แล้วย้ายสตรอเบอรี่ไปปลูกในอีกแปลงในพื้นที่ 4 ไร่ ลงสตรอเบอรี่ไป 4 หมื่นต้น ... พี่ดำรงค์ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า ใช้ยาฉีดป้องกันเชื้อราบ้างแต่ไม่มาก ใช้ปุ๋ยเคมีบ้าง แต่ที่ใช้มากคือปุ๋ยหมักครับ ... ใน 4 ไร่ทำปุ๋ยหมักหมดขี้วัวไป 200 กระสอบ หรือได้ปุ๋ยหมักเกือบ 7 ตัน .... พี่ดำรงค์บอกว่าเดี๋ยวนี้ลดค่าซื้อปุ๋ยและสารเคมีในพื้นที่ 4 ไร่นี้ได้ถึง 5 หมื่นบาท .... ทุกวันนี้ผลผลิตดี เป็นโรคน้อย ต้นแข็งแรง เก็บสตรอเบอรี่วันเว้นวัน เก็บกันถึงตี 2 ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ คาดว่าน่าจะเก็บได้ไปจนถึงเดือนเมษายนโน่น

พี่เค้าปลูกต้นหอมในแถวสตรอเบอรี่และปลูกกะหล่ำปลีที่หัวแปลงด้วย เอาไว้กิน ที่เหลือขาย ได้เงินเพิ่มอีก และยังโชว์กองปุ๋ยหมักที่ต้องมีอยู่เสมอในแปลงเพื่อใช้บำรุงดินอีกด้วยครับ

วันนี้เราจากกันด้วยความสุข เสียอย่างเดียวว่าพี่เค้าไม่ยอมรับเงินค่าสตรอเบอรี่ บอกว่าจารย์สามารถมาเอาไปทานได้ตลอดเวลา อันนี้เราทำใจไม่ได้ .... แต่เมื่อเห็นน้ำใจที่แสนบริสุทธิ์ของพี่ดำรงค์และแฟน ผมก็จำต้องยอมครับ

อ่านแล้วมีความเห็นว่ายังไงบ้างครับ กับการเพาะปลูกที่ลดการพึ่งพาเคมีแบบนี้ การเพาะปลูกนอกคอกที่มีแต่ผลดี ลดปัญหา เพิ่มผลผลิต สุขภาพคนปลูกและผู้บริโภคก็ปลอดภัย เงินก็ดี ทั้ง ๆ ที่ลดพื้นที่การทำลง .... ทำน้อยแต่ได้มาก .... แต่ในขณะที่มีตัวอย่างดี ๆ แบบนี้ เชื่อไหมครับว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ก็ยังไม่ปรับเปลี่ยนและไม่ยอมเดินตามทางสายนี้ ด้วยเห็นว่ามันไม่ทันใจ .... น่าเสียดายนะครับ


วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Biochar ถ่านชีวภาพ เพื่อการเกษตร

ชาวนาวันหยุด

ถ่านชีวภาพ BioChar

ตอบซะก่อนที่ใครจะถามCredit จาก https://www.facebook.com/conductor.logos

"ในกระบวนการผลิตถ่านไบโอชาร์ตามที่สาธิตที่สวนป่า มหาชีวาลัยอีสานนั้น ดูเหมือนเป็นการอบไม้โดยไม่ให้อากาศเข้า ในแง่หนึ่งก็ใช่ครับ

กระบวนการนี้เรียกว่า slow pyrolysis ให้ความร้อนแก่ biomass (กิ่งไม้ ใบไม้ เศษไม้ ผลไม้ มูลสัตว์ ซากพืช หรือสารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่างๆ) เพื่อให้ความร้อนทำลายพันธะทางเคมี บังคับให้ไฮโดรเจน ออกซิเจน และคาร์บอนบางส่วนสลายตัวออกมาเป็น syngas (หลักๆ มี มีเทน ไฮโดรเจน และคาร์บอนมอนอกไซด์) ซึ่ง syngas ติดไฟ พอสลายตัวออกมา เราก็บังคับให้ออกไปโดนไฟข้างนอกเพื่อให้ติดไฟกลายเป็นความร้อน มาเผาถังอบไม้อีกที จะได้ประหยัดไม้เชื้อเพลิง และทำให้คาร์บอนมอนอกไซด์เปลี่ยนไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งอันตรายน้อยกว่า

อีกกระบวนการหนึ่ง จะจุดไฟเผาไม้โดยตรงในสภาพที่จำกัดออกซิเจนเช่นกัน เช่นเตา TLUD หรือเตา pyrolysis ทั่วไปเช่นเตาของ FEMA กระบวนการนี้เรียก fast pyrolysis หลักการเดียวกันแต่อธิบายยากกว่า 

Slow pyrolysis และ fast pyrolysis ให้ถ่านไบโอชาร์ด้วยกันทั้งคู่ แต่ slow pyrolysis ให้ถ่านไบโอชาร์ในปริมาณที่มากกว่า (ประมาณหนึ่งในสามโดยน้ำหนัก) ในขณะที่ fast pyrolysis ให้ syngas มากกว่า (ให้ถ่านประมาณหนึ่งในสิบโดยน้ำหนัก) ดังนั้นเตาสาธิตที่สวนป่าจึงเลือกทำแบบที่เห็น

หากว่าเราต้องการ syngas ก็จะใช้เตา pyrolysis เช่นเตาแบบของ FEMA สมัยตื่นสงครามนิวเคลียร์นั้น เอา syngas มาลดอุณหภูมิ ดักเขม่า แล้วป้อนเข้าเครื่องยนต์ รถวิ่งได้ เครื่องจักรสันดาปภายในเดินได้ syngas มีค่าความร้อนต่ำกว่า LPG แต่ในเมื่อได้มา "ฟรี" จะนำไปใช้อย่างไรก็คุ้ม -- เงื่อนไขสำคัญคือการกำจัดเขม่าออกให้ได้ เพื่อไม่ให้เครื่องยนต์สึกหรอมากเกินควร

อย่างนี้การผลิตถ่านไบโอชาร์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน่ะสิ ก็ใช่ครับ เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นบ้าง แต่ถ้าปล่อยให้ไม้ย่อยสลายตามธรรมชาติ จะเกิดมีเทนขึ้นแทนซึ่งกลับร้ายแรงกว่ามาก ฝรั่งจึงว่านาข้าวไทยที่ไขน้ำเข้าท่วมนาก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก

ถ่านไบโอชาร์เป็นคาร์บอนเกือบบริสุทธิ์ มีเสถียรภาพ จะไม่สลายตัวเป็นระยะเวลาร้อย-พันปี ในเมื่อคาร์บอนส่วนใหญ่(มาก)ถูกเก็บไว้ในรูปของแข็ง คาร์บอนที่จะไปประกอบเป็นก๊าซเรือนกระจกก็จะน้อยลง ดังนั้นจึงเรียกการผลิตไบโอชาร์ว่า Carbon negative หรือบางทีก็เรียกเป็น Carbon sequestration ทั้งสองชื่อนำสู่การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกครับ"

>Lecture ถ่านชีวภาพ / ถ่านBiochar 12 นาทีจากผู้เชียวชาญ คุณ Conductor Logos -คืออะไร -ทำอย่างไร-หลักการ -กลไกการเผา-การใช้ประโยชน์ ต่อเนื่องจาก Biochar -รู้แล้ว รอ อะไร ? 

รีบปลูกต้นไม้ เป็นวัตถุดิบก่อนเลย อย่ารอช้า Global Village Buriram หมู่บ้านโลก บุรีรัมย์






วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ทำน้ำขี้วัวสำหรับเร่งการเจริญเติบโต

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

วันนี้เอาเรื่องทำน้ำขี้วัวสำหรับเร่งการเจริญเติบโตของพืชมาเล่าให้ฟังนะครับ

อย่างที่เรารู้กันครับว่าในขี้วัวมีไนโตรเจนเยอะ ถ้าเราเอาขี้วัวแห้งมาแช่น้ำ ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง ในน้ำก็จะมีไนโตรเจนละลายออกมา เราสามารถนำน้ำนี้ไปใช้รดพืชเร่งความเจริญเติบโตได้ และมีความเข้มข้นมากคล้ายกับการละลายปุ๋ยยูเรีย ชนิดที่ว่าถ้านำไปใช้กับต้นไม้เล็ก ๆ หรือกล้าไม้ในถุง พืชจะเหลืองเลยครับ ต้องเจือจางหลาย ๆ เท่าก่อน

วิธีการทำคือ เอาขี้วัวแห้งมากำมือหนึ่ง ใส่ในถัง 10 ลิตร เติมน้ำ แช่ไว้ 24 ชั่วโมง น้ำก็จะมีสีแดงของน้ำขี้วัวออกมา ให้ตักเอาเฉพาะน้ำไปใช้รดพืช พืชจะกระเด้งพรึ่บพรั่บทันทีอย่างผิดหูผิดตาครับ ใช้ในปริมาณสัก 0.5 - 1 แก้วต่อไม้กระถางก็พอ หรือใครจะเจือจาง 1 ต่อ 1 ก็ปลอดภัยกว่า และไม่ควรใช้บ่อยกว่าเดือนละครั้งครับ

การที่ให้แช่ไว้แค่ 24 ชั่วโมง จะยังไม่ทำให้เกิดความเป็นกรดครับ จึงสามารถนำไปใช้ได้เลย โดยไม่ต้องเจือจาง 200 เท่าแบบน้ำหมักชีวภาพที่มักเป็นกรดจัดเพราะหมักไว้มากกว่า 30 วัน .... แต่เนื่องจากไนโตรเจนอยู่ในรูปอินทรีย์ไนโตรเจน ดังนั้น การใส่น้ำขี้วัวมาก ๆ ก็อาจเกิดพิษต่อพืชได้ รวมทั้งจุลินทรีย์ในขี้วัวอาจไปทำอันตรายต่อพืชได้

ไนโตรเจนในน้ำขี้วัวจะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของกิ่ง ก้าน ใบ ราก เพิ่มโอกาสการดูดซับแร่ธาตุเพื่อการสะสมอาหารของพืช พืชจึงมีความสมบูรณ์มากขึ้นในเวลาอันสั้น แต่ไม่ควรพึ่งพาน้ำไนโตรเจนเพียงอย่างเดียวนะครับ เพราะเสี่ยงต่อการบ้าใบของพืชได้ คล้ายกับการดื่มลิโพหรือเอ็มร้อยของคนทำงานที่สร้างความสดชื่นจากน้ำตาล เพื่อให้สามารถออกไปทำมาหากินได้ตามปกติ 55555 ..... การใช้น้ำขี้วัวควรใช้ให้หมดภายใน 1 วันเพื่อลดโอกาสการเกิดเป็นกรดของน้ำขี้วัวที่พืชไม่ชอบ ... อย่าเก็บไว้หลายวันนะครับ

กากขี้วัวที่แยกออกมาจากน้ำสามารถนำกลับไปทำใหม่ได้อีกหลายรอบครับ .... ท่านใดจะหาผ้าขาวบางมาห่อขี้วัวไว้สักสองชั้น เพื่อให้ง่ายต่อการแยกน้ำขี้วัวออกก็น่าจะสะดวกดีครับ 

วิธีนี้ผมเลียนแบบมาจากการทำน้ำขี้หมูฟาร์มของอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ท่านหนึ่ง ที่ได้ไปช่วยเกษตรกรปลูกสตรอเบอรี่ที่บ้านบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง เชียงใหม่ และจากประสบการณ์ของจารย์ลุงเองที่นำน้ำไนโตรเจนที่ไหลออกมาจากกองปุ๋ยหมักไปรดต้นพืชครับ

น้ำขี้วัวนี้ไม่เหมาะกับการนำไปฉีดพ่นที่ใบ เพราะเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราที่ใบได้ แต่เหมาะกับการรดลงดินให้รากพืชมากกว่าครับ

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ข้อคิดเห็น ประเด็น นาเช่า

 ชาวนาวันหยุด

ข้อคิดเห็น ประเด็น นาเช่า 
-มีที่ดิน ไม่มีคนทำ ?
-มีคนมาขอเช่าที่ดิน จะคิดค่าเช่าอย่างไร?
-เช่าที่เค้าทำ จะไปทำอะไรมากก็ไม่ได้ ทำดีไปสุดท้ายเค้าก็ยึดกลับไปทำเอง
หรือปล่อยให้คนอื่นที่ให้ค่าเช่าดีกว่า ทำ !
-จะปรับที่ วางระบบน้ำ ก็เป็นต้นทุน ทำคราวสองคราว ยังเอาทุนคืนไม่ได้
ถ้าเจ้าของที่ดิน ไม่ลงทุนด้วย อยู่เฉยๆ ดีกว่า. ทำเท่าที่ทำได้. ไม่เสี่ยงดีกว่า
ทำดีไป ก็ไม่ใช่ที่นาเรา
ฯลฯ

>“จริงๆ ระบบนาเช่า ผมว่าก็ไม่ได้ประโยชน์แก่ใครเลยนะแม้กระทั่งเจ้าของที่ เพราะว่าดินเสื่อมโทรม ในระยะยาวถ้าเจ้าของที่จะกลับมาทำนาเองก็ต้องฟื้นฟูเยอะ สุดท้ายนาผืนนี้ก็จะถูกถมทำโรงงาน แต่หากวันหนึ่งจะกลับมาทำ แล้ววันนี้คุณเข้าใจทุ่งนาของคุณไหม? แฟนเพจชาวนาวันหยุดหลายคนมีที่นาแต่ว่าไม่ได้ทำ บางคนก็ทำไม่เป็น ผมก็พยายาม หาแรงจูงใจ โดยให้เงื่อนไขไปว่า ถ้าวันหนึ่งคุณอยากทำแล้วก็ไม่ใช่ไปไล่ลูกนาคุณออกนะ คุณต้องเอาเขาไว้เป็นพาร์ทเนอร์ มันก็ต้อง win-win เพราะสุดท้ายการเกษตรมักจะตายด้วยปัญหาแรงงาน ทั้งแรงงานไม่พอและขาดแรงงานที่มีทักษะ พอไปดูรูปแบบการแบ่งผลประโยชน์ ถ้าคุณไม่ทำเองแล้วคุณอยากได้ผลผลิตที่ดี อยากให้คนเช่านาเขามีคุณภาพชีวิตที่ดี หารูปแบบแบ่งกำไรกันดีไหม แต่บนพื้นฐานว่าต้องจัดการพื้นที่นาเป็นระบบ แต่การตัดสินใจก็เป็นเรื่องปัจเจก ผมไปตัดสินใจแทนไม่ได้ แค่หาโซลูชั่นให้เลือก”

ไม่มีใครได้ผลประโยชน์สูงสุด ในแบบที่ต่างคนต่างอยู่
แต่ถ้าเจรจาตกลงกันได้ ก็win-win


วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สงสัยไหมครับว่าขั้นตอนไหนที่ทำให้เศษพืชเปลี่ยนเป็นปุ๋ยหมักได้โดยไม่ต้องพลิกกลับ

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

การทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ที่กองเป็นแถวยาว ๆ เป็นรูปสามเหลี่ยม ใช้แต่เศษพืชกับมูลสัตว์ วางเป็นชั้นบาง ๆ สลับกันระหว่างเศษพืชกับมูลสัตว์ ดูแลน้ำสองเดือนก็ได้ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพผ่านมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของประเทศ ... เคยสงสัยไหมครับว่าขั้นตอนไหนที่ทำให้เศษพืชเปลี่ยนเป็นปุ๋ยหมักได้โดยไม่ต้องพลิกกลับ ... อะไรที่แตกต่างไปจากการทำปุ๋ยหมักวิธีอื่น ... อะไรคือเคล็ดลับอันนั้น

เคล็ดลับวิเศษนั้นมีแค่ 2 - 3 ข้อหลัก และอีก 2 - 3 ข้อย่อย ... ข้อหลัก ๆ คือการกองให้สูงเข้าไว้เพื่อเก็บกักความร้อนในกองปุ๋ยให้ได้ สูงสัก 1.5 เมตรก็จะพอดีกับการทำงานของคนไทย ความร้อนนี้เกิดจากการคายความร้อนออกมาของจุลินทรีย์จากกระบวนการย่อยสลายชีวภาพ .... พออากาศร้อนในกองปุ๋ยจะลอยตัวสูงขึ้นตามธรรมชาติก็จะมีอากาศเย็นกว่าจากภายนอกไหลซึมเข้าไปในกองปุ๋ยเพื่อเข้าไปแทนที่อากาศร้อนนั้น จุลินทรีย์ในกองปุ๋ยเลยได้รับออกซิเจนสำหรับกระบวนการย่อยสลายพอ ๆ กับวิธีการพลิกกลับกองเลย .... และเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีอากาศไหลเข้าไปทั่วทั้งกอง กองปุ๋ยจึงควรต้องเป็นรูปสามเหลี่ยมเพื่อลดจุดอับ เพราะการกองเป็นรูปสี่เหลี่ยมจะมีบริเวณกลางกองปุ๋ยที่อากาศเข้าไม่ถึง การย่อยสลายจะช้ามาก 

ข้อต่อไปคือ สัดส่วนเศษพืชกับมูลสัตว์ครับ ... ในการดำรงชีพของจุลินทรีย์เขาต้องการคาร์บอนกับไนโตรเจนสำหรับเป็นสารอาหาร ในสัดส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน 20:1 - 25:1 โชคดีที่คาร์บอนมีในเศษพืชและไนโตรเจนมีในมูลสัตว์ ... หากใช้ใบไม้ 3 ส่วน มูลสัตว์ 1 ส่วน ก็จะได้สัดส่วนที่ต้องการ และหากเป็นเศษพืชที่ย่อยได้ง่ายกว่า อย่างเช่น ฟาง ผักตบชวา เศษข้าวโพด ก็ใช้ 4 ส่วน มูลสัตว์ 1 ส่วนครับ ... เป็นการตวงด้วยเข่ง ไม่ใช่การชั่งน้ำหนักนะครับ ... สาเหตุที่ใช้เข่งเพราะเกษตรกรไทยคงไม่มีเครื่องชั่งน้ำหนักที่บ้านกันทุกคนครับ

พอมีเศษพืชกับมูลสัตว์ในปริมาณและสัดส่วนที่ว่ามานี้ ในการขึ้นกองปุ๋ยให้เป็นรูปสามเหลี่ยมมีทางเลือกอยู่ 2 อย่าง คือ ผสมคลุกเคล้าพร้อมผสมน้ำก่อนขึ้นกองปุ๋ยเป็นรูปสามเหลี่ยม กับอีกวิธี วางเศษพืชสลับกับมูลสัตว์เป็นชั้นบาง ๆ สลับกันแล้วรดน้ำทุกชั้น ทั้งสองวิธีนี้ให้ผลเหมือนกัน คือ ให้จุลินทรีย์ได้พบกับเศษพืชอย่างทั่วถึง เพราะฉะนั้น ท่านใดทำกองปุ๋ยแล้วทำชั้นเศษพืชหนากว่า 10 ซม. ก็รับประกันได้ว่าโอกาสที่จุลินทรีย์จะไปพบเศษพืชได้ทั่ว ๆ นั้นก็คงลำบาก ครบสองเดือนพอล้มกองก็จะพบว่าเศษพืชไม่มีการเปื่อยครับ

ข้อต่อไปคือการดูแลน้ำกองปุ๋ย กองปุ๋ยแบบนี้ต้องการการดูแลน้ำอย่างพิถีพิถัน อย่างประณีต เพื่อให้เป็นปุ๋ยทั้งหมดกอง ... จุลินทรีย์จะหยุดกระบวนการถ้าขาดความชื้น .... จารย์ลุงจึงกำหนดให้รดน้ำวันละครั้ง ทุก 10 วันเจาะเติมน้ำ ระยะห่างรู 40 ซม.รอบกอง อยู่ในช่วงหน้าฝนก็ต้องเจาะเติมน้ำเพราะน้ำฝนไม่สามารถซึมลงไปข้างในได้

เคล็ดลับข้อย่อยคือ ห้ามขึ้นเหยียบกองปุ๋ย ห้ามเอาผ้าคลุมกองปุ๋ย 

ความจริงการทำปุ๋ยหมักวิธีอื่นน่าจะนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้นะครับ จะได้ช่วยลดการพลิกกลับ และได้ปุ๋ยหมักที่สมบูรณ์ทั่วทั้งกอง โดยเฉพาะการดูแลความชื้นกองปุ๋ย เพราะเท่าที่สังเกตกองปุ๋ยของชาวบ้านมักปล่อยให้เทวดาเลี้ยง เป็นการดูแลกองปุ๋ยตามยถากรรม โดยไม่มีการกำชับเรื่องการดูแลน้ำกองปุ๋ย การเป็นปุ๋ยหมักจึงช้ามาก ทัศนคติเกี่ยวกับการทำปุ๋ยหมักขึ้นใช้เองของคนไทยจึงไม่ค่อยดีเท่าไรยังไงเล่าครับ

คราวนี้ถ้าเข้าใจหลักการอย่างลึกซึ้งแล้ว อยากได้ปุ๋ยหมักเยอะ ๆ ก็เพียง "บริหารจัดการ" ให้ได้มาซึ่งเศษพืชและมูลสัตว์เยอะ ๆ กองเป็นแถวยาว ๆ หลาย ๆ กอง ดูแลน้ำ สองเดือนก็เสร็จ ... ต้นทุนมีแค่มูลสัตว์ ... เค้าขายปุ๋ยหมักกันตันละ 5,000 - 7,000 บาทจ้า ... ทำขายโลดเลยครับ ... เป็นโรงปุ๋ยที่ประหลาด เพราะตากแดดตากฝนได้ .... ทำเยอะ ๆ ขี้เกียจรดน้ำประจำวันก็ติดสปริงเกลอร์ซะ แต่ครบ 10 วันก็ยังต้องเจาะเติมน้ำนะคร้าบบบ

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

แค่ผลิตปุ๋ยหมักขายก็รวยแล้วครับ

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

ในการปลูกพืชไร่ในไทย ปกติชาวไร่จะใส่ปุ๋ยยูเรีย 46 - 0 - 0 ไร่ละครึ่งกระสอบ ราคากระสอบละ 900 บาท ก็แสดงว่าใส่ปุ๋ยเคมีไร่ละ 450 บาท ... 46 - 0 - 0 แปลว่าปุ๋ยยูเรีย 100 กก.มีไนโตรเจน 46 กก. ปุ๋ย 1 กระสอบ 50 กก. จึงมีไนโตรเจน 23 กก. ใส่ครึ่งกระสอบก็จะได้ไนโตรเจนไร่ละ 11.5 กก. โดยไม่มี P และ K

ถ้าเราทำปุ๋ยหมักเยอะ ๆ ทำเองใช้เอง ต้นทุนตันละ 750 บาท ใส่ไร่ละ 500 กก. ก็เท่ากับเป็นเงิน 325 บาทต่อไร่ .... ปกติปุ๋ยหมักของห้องเรียนนี้มี N P K คือประมาณ 1.5 - 0.5 - 0.5 ก็จะได้ไนโตรเจน 7.5 กก.ต่อไร่ น้อยกว่าของปุ๋ยยูเรียไป 4 กก. 

แต่ในปุ๋ยยูเรียไม่มี P และ K เลย ในขณะที่ปุ๋ยหมักที่ใส่ 500 กก.ต่อไร่ยังให้ P 2.5 กก. K อีก 2.5 กก. ตามด้วยธาตุอาหารรอง (แคลเซียม แมกนีเซียม ซัลเฟอร์) และจุลธาตุ (โบรอน โมลิบดินัม เหล็ก ทองแดง สังกะสี คลอรีน แมงกานีส) อย่างอุดมสมบูรณ์ 

จะเห็นได้ว่าการใช้ปุ๋ยหมักลงทุนน้อยกว่าครับ ถึงจะได้ N น้อยกว่าอยู่ 4 กก. แต่ก็ได้ P K ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุมาเพียบ ยังไม่นับอินทรีย์วัตถุอีก 20% หรือ 100 กก.ต่อไร่ สำหรับเป็นสารอาหารของจุลินทรีย์ดินที่เป็นประโยชน์ .... จึงพอเป็นคำตอบได้ว่าเกษตรกรที่ปลูกผักอินทรีย์ ปลูกข้าวอินทรีย์ ทำไมถึงได้ผลดีแม้ว่าไม่ใส่ปุ๋ยเคมีเลย .... เป็นที่งุนงงของเกษตรกรไทยยิ่งนัก รวมทั้งเพื่อน ๆ ในเพจบางท่าน

ถ้าเป็นปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15 - 15 - 15 ยิ่งแล้วใหญ่เลยครับ เพราะถ้าใช้ครึ่งกระสอบต่อไร่ ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอนี้ก็จะให้ N P K อย่างละ 3.75 กก.เท่านั้น ... ปกติการปลูกข้าวเคมีต้องใส่ทั้งปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยสูตรเสมอ ต้นทุนเลยทะลุไปกันใหญ่

สรุปว่าการใส่ปุ๋ยหมัก 500 กก.ต่อไร่จึงมีค่าเท่ากับใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15 - 5 - 5 หนึ่งกระสอบต่อไร่ แต่มีจุลธาตุและธาตุอาหารรองมากมายที่ปุ๋ยเคมีไม่มี

แต่เดิมปัญหาของการใส่ปุ๋ยหมัก 500 กก.ต่อไร่คือการต้องพลิกกองในการทำปุ๋ยหมัก แต่ตอนนี้มีนวัตกรรมใหม่แล้ว ห้องเรียนนี้สอนทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง อยากได้มากก็ทำมาก มีฟาง ใบไม้ ผักตบ หญ้า ก็เอามาทำปุ๋ยหมักได้หมด สองเดือนก็ได้แล้ว มีคุณภาพสูง ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของประเทศ ซึ่งแปลว่าสามารถขายได้โดยไม่ถูกจับ

ท่านใดทำปุ๋ยหมักบำรุงดินร่วมกับปุ๋ยเคมี ก็อยากแนะนำให้ลดปุ๋ยเคมีลงได้ครึ่งหนึ่งครับ ผลผลิตจะเท่าเดิม เพราะปุ๋ยหมักและอินทรีย์วัตถุมีนิสัยชอบจับประจุของปุ๋ยเคมีไว้ ทำให้ปุ๋ยเคมีไม่ซึมหายลงน้ำใต้ดิน เรียกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีจะมีประสิทธิภาพครับ ยังไม่นับว่าปุ๋ยหมักช่วยแก้ความเป็นกรดของดิน ลดเชื้อโรค เชื้อรา โรครากเน่าทางดินได้อีกด้วย

แค่ผลิตปุ๋ยหมักขายก็รวยแล้วครับ .... เอาปุ๋ยหมักไปปลูกผักอินทรีย์ ปลูกข้าวอินทรีย์ก็ยิ่งรวยนะ ผมว่า

การปลูกข้าวแบบเข้มข้น (Intensive)

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

วันนี้มาทำความรู้จักกับการปลูกข้าวแบบเข้มข้น (Intensive) กันนะครับ ที่ทำให้เคยมีคนผลิตข้าวได้สูงถึง 3,584 กก.ต่อไร่ สูงกว่าที่คนไทยทำไว้เฉลี่ยประมาณ 448 กก.ต่อไร่ในปัจจุบัน วิธีปลูกข้าวนี้ถูกนำไปใช้ 40 กว่าประเทศทั่วโลกแล้ว เรียกว่าระบบ System of Rice Intensification (SRI) ซึ่งในเมืองไทยก็มีคุณสุภชัย ปิติวุฒิ เฟสบุ๊ค “ชาวนาวันหยุด” เดินสายทั่วประเทศเพื่อสอนทำอยู่ โดยเปลี่ยนเป็นชื่อเป็นแบบไทย ๆ ว่า "ระบบผลิตเปียกสลับแห้ง แกล้งข้าว” โดยเกษตรกรที่ปฏิบัติตามก็ได้ผลผลิตข้าวมากกว่า 1,000 กก.ต่อไร่กันมาก สามารถไปศึกษาดูงานได้ครับ

การปลูกข้าววิธีนี้ต้องการศรัทธาและยอมรับการเปลี่ยนแปลงจากชาวนามาเป็นสิ่งแรกเลย เพราะจะค้านกับวิธีปลูกข้าวแบบเดิม ๆ ที่บรรพบุรุษไทยทำกันมาเป็นร้อยปี ....... คล้าย ๆ กับที่ชาวสวนลำไยที่เชียงใหม่และลำพูนช็อก ทำใจไม่ได้ที่จะให้ตัดแต่งต้นลำไยให้ต้นเตี้ยเพื่อให้เก็บผลผลิตได้ง่าย ลดแรงงาน ทำทรงหงายเพื่อให้ใบได้รับแสงแดดเต็มที่ และเด็ดผลทิ้งครึ่งหนึ่งทั้งสวนเพื่อให้ผลที่เหลือมีขนาดใหญ่ ได้ราคาสูง อย่างที่ชาวสวนจันทบุรีทำกัน

วิธีนี้เริ่มโดยบาทหลวง Henri de Laulanie ที่ใช้เวลาตลอดชีวิตการทำงาน 34 ปีของท่าน ศึกษาค้นคว้าให้ได้วิธีปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตมาก ๆ เพื่อแก้ปัญหาความยากจนของชาวบ้านในเกาะมาดากัสการ์ในปี 1983 ในภายหลังมีการกระจายความรู้นี้โดยเกษตรกร เอ็นจีโอ และมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยคอร์แนลของอเมริกา ที่จับเรื่องนี้แล้วทำโครงการเผยแพร่ไปสู่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก 

วิธี SRI มีหลักการกว้าง ๆ คือ
1. ใช้ต้นกล้าข้าวอายุน้อย 8 – 12 วัน ที่มีใบเลี้ยง 2 ใบ ลงปลูกแค่หนึ่งต้นต่อกอ
2. ย้ายกล้าลงปลูกให้เร็วที่สุด ลดการกระทบกระเทือนรากให้มากที่สุด
3. ให้มีระยะห่างระหว่างต้นข้าวอย่างน้อย 25X25 ซม. เพื่อให้ใบข้าวได้รับแสงแดดและอากาศให้มากที่สุด สามารถสังเคราะห์แสงได้ดี (สังเกตไหมครับ ว่าต้นข้าวอยู่ริมคันนามักมีขนาดต้นใหญ่กว่า เพราะได้รับแสงแดดและอากาศเต็มที่ ใบข้าวสังเคราะห์แสงสะสมอาหารได้เต็มที่ วิธีนี้จึงจัดให้ต้นข้าวทุกต้นเป็นข้าวริมคันนาครับ)
4. รักษาให้ดินนาแค่ชื้น แต่ไม่ท่วมขัง เพื่อให้มีอากาศในดินเพียงพอที่จะให้มีระบบนิเวศที่ดีในดิน จุลินทรีย์ดินที่เป็นประโยชน์จะสามารถย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินแล้วปลดปล่อยแร่ธาตุอาหารให้รากต้นข้าวได้ดี ในขณะที่หากมีน้ำท่วมขัง จะเกิดสภาพไม่มีอากาศในดิน ส่งผลให้เกิดการย่อยสลายแบบไม่ใช้อากาศที่ก่อให้เกิดแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์และมีเทน ที่เป็นพิษ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าว
5. ระยะห่างของต้นข้าวจะทำให้สามารถลงไปเดินพรวนดินจัดการหญ้าด้วยอุปกรณ์ได้ (Rotary Hoe) หญ้าจะกลับลงไปเป็นปุ๋ยเป็นการหมุนเวียนแร่ธาตุอาหารในนาโดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้าเลย การพรวนดินช่วยให้มีอากาศในดิน และนำอินทรียวัตถุกับปุ๋ยหมักที่หน้าดินกลับลงไปสู่รากต้นข้าว ดินที่มีอากาศจะป้องกันการเกิดโรคทางดินและศัตรูพืชได้ดี
6. แปลงนาต้องมีอินทรียวัตถุสูง ซึ่งได้จากการเติมปุ๋ยหมักหรือไถกลบปุ๋ยพืชสด วิธีนี้อาจใช้ปุ๋ยเคมีร่วมด้วยได้ แต่การที่ดินนามีอินทรียวัตถุสูง จะทำให้มีการดูดซับประจุปุ๋ยเคมีไว้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีมากเหมือนในดินนาที่คุณภาพดินต่ำ เท่ากับลดต้นทุนลงได้ 

การปลูกข้าวของคนไทยนั้น เรารู้อย่างเดียวว่าต้องมีน้ำท่วมขังตลอดเวลา แต่วิธีใหม่นี้ถือว่าข้าวเป็นพืชที่ทนน้ำได้ แต่ข้าวไม่ใช่พืชน้ำ การที่ทำน้ำท่วมขังก็เพื่อลดภาระการจัดการหญ้าวัชพืชเท่านั้น วิธีใหม่นี้ใช้แรงงานในการเดินลงไปพรวนดิน จึงใช้แรงงานค่อนข้างมากในการจัดการหญ้าในนา แต่เมื่อเทียบกับปริมาณข้าวที่จะได้รับเพิ่มอย่างน้อย 2 เท่าแล้ว ก็น่าที่จะคุ้มอยู่นะครับ .... แนวคิดนี้เป็นสิ่งแรกที่สุดที่ชาวนาไทยต้องปรับเปลี่ยนให้ได้ก่อน

วิธีนี้จะทำน้ำท่วมขัง 1 – 2 ซม. แล้วปล่อยน้ำออก ทิ้งให้ดินแห้งแตกลายงา แล้วค่อยนำน้ำเข้าไปใหม่ สภาพดินที่แตกลายงาทำให้เกิดมีอากาศลงไปในดิน รากต้นข้าวจะแข็งแรง หาอาหารได้ไกล ต้นข้าวจึงโตและสมบูรณ์ ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แห้งแล้งหรือมีพายุฝนได้ดี แล้วก่อนจะเกี่ยวข้าว 2 – 3 อาทิตย์ก็ปล่อยให้ดินแห้ง ซึ่งให้ผลดีทางอ้อมคือข้าวเปลือกจะมีความชื้นต่ำ เมื่อสีเป็นข้าวขาวแล้วข้าวเสียหายลดลง 10 – 15 %

พบว่า วิธีนี้ช่วยลดเวลาอายุการปลูกข้าวได้ มีระบบรากที่ใหญ่กว่า ลดความต้องการน้ำได้ 25 – 50 % เหมาะกับพื้นที่ในอีสานบ้านเรา ลดการใช้เมล็ดพันธุ์ได้ 80- 90 % ลดต้นทุน 10 – 20 % และเพิ่มปริมาณข้าวได้ 25 – 100 % 

ในการพรวนดินเพื่อจัดการหญ้า จะทำครั้งแรกในวันที่ 10 หลังการดำนา ทำซ้ำอีก 4 ครั้งทุก 7 – 10 วัน .... การจัดการหอยเชอรี่ในนา คุณชาวนาวันหยุดใช้การปล่อยเป็ดเพราะมีช่องว่างระหว่างต้นข้าว และได้ขี้เป็ดและไข่เป็ดเป็นของแถม ส่วนการเพิ่มอินทรีย์วัตถุนั้นคุณชาวนาวันหยุดใช้การเลี้ยงแหนแดงในนาครับ ซึ่งเป็นอาหารเป็ดได้ด้วย

รายละเอียดการนำวิธีใหม่นี้มาประยุกต์ใช้กับไทยเรา พื้นที่ใดเหมาะหรือไม่เหมาะ พื้นที่มีระบบชลประทานจะทำอย่างไร ข้าวนาปีหรือนาปลัง ข้าวจ้าวหรือข้าวเหนียว ก็คงต้องไปศึกษาเพิ่มเติมจากเฟสบุ๊ค “ชาวนาวันหยุด” กันนะครับ

การผลิตข้าวให้ได้ปริมาณมาก ๆ ของวิธี SRI นี้จะไม่ได้ผลเลย หากดินนาไม่ได้รับการเติมอินทรีย์วัตถุ ดังนั้น ถ้าจะทำปุ๋ยหมักใส่นาสักไร่ละ 1 ตัน ... 10 ไร่ก็ 10 ตัน .... มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ครับถ้าจะใช้วิธีทำปุ๋ยหมักแบบพลิกกลับกองแบบเดิม ๆ หรือไปซื้อปุ๋ยหมักของคนอื่น ..... แต่ถ้าลงมือทำแบบไม่พลิกกลับกอง วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ของเพจห้องเรียนปุ๋ยหมักนี้ รับรองครับว่าสบายมาก เพราะไม่ต้องพลิก ใส่แต่มูลสัตว์ ดูแลน้ำดี ๆ สองเดือนได้ ต้นทุนตันละ 750 บาท แถมอาจมีปุ๋ยหมักเหลือขายได้ด้วยซ้ำ เค้าขายดันตันละ 5,000 - 7,000 บาทเชียวครับ .... ลงมือทำปุ๋ยหมักใส่นากันเยอะ ๆ นะครับ ฟาง ใบอ้อย ใบไม้ ผักตบ เศษข้าวโพด จะได้เป็นประโยชน์ ไม่ต้องเผา เอาทำปุ๋ยหมักใส่นา สร้างความร่ำรวย ๆ กันถ้วนหน้านะครับ

การผลิตปุ๋ยหมักปริมาณมากแบบไม่พลิกกลับกอง

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง-แม่โจ้

ความจำเป็นของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์

                   ในการเพาะปลูกของเกษตรกร สิ่งที่มีความจำเป็นและสำคัญที่สุดคือความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความอุดมสมบูรณ์ของดินจะได้มาจากการที่มีอินทรีย์วัตถุสะสมอยู่ในดินอยู่มาก จุลินทรีย์ดินจะใช้อินทรีย์วัตถุเป็นสารอาหารแล้วปลดปล่อยแร่ธาตุที่จำเป็นให้แก่พืชในปริมาณที่พืชต้องการอย่างเพียงพอ ซึ่งได้แก่ ธาตุอาหารหลัก (ไนโตรเจน-N ฟอสฟอรัส-P2O5 และโพแทสเซียม-K2O) ธาตุอาหารรอง (ซัลเฟอร์ แคลเซียม และแมกนีเซียม) และจุลธาตุ (แมงกานีส ทองแดง โบรอน โมลิบดินัม เหล็ก คลอรีน และสังกะสี) การเติมความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินวิธีหนึ่งคือการใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์ (Compost) ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้กับพืชแล้ว ปุ๋ยอินทรีย์ยังช่วยลดความเป็นกรดของดินที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าหญ้าอย่างยาวนานได้อีกด้วย ทำให้เชื้อโรคในดิน เช่น โรครากเน่า เป็นต้น ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ เพราะเชื้อโรคศัตรูพืชจะชอบอยู่ในดินที่เป็นกรดเท่านั้น นอกจากนี้ ในอดีตก่อนที่จะมีการผลิตปุ๋ยเคมีขึ้นในโลก เกษตรกรในประเทศไทยก็ได้มีการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินในการเพาะปลูกโดยการใช้มูลสัตว์ต่าง ๆ เช่น มูลโค มูลกระบือ และมูลไก่ เป็นต้น มาโดยตลอด ประเทศไทยในขณะนั้นสามารถส่งออกข้าวเป็นที่ 1 ของโลกได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีปุ๋ยเคมีใช้
               
แต่ปัจจุบัน ภายหลังจากการ “ปฏิวัติเขียว” หรือการนำปุ๋ยเคมีเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยประมาณปี พ.ศ. 2503 การเกษตรกรรมของไทยก็ได้ใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี และยาฆ่าหญ้าอย่างหนัก โดยลืมที่จะเติมความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินอย่างแต่ก่อน การใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีอย่างยาวนาน 40 - 50 ปี ได้ทำให้ดินเพาะปลูกเสื่อมสภาพลงอย่างมาก กลายเป็นดินที่แน่น แข็ง และเป็นกรด รากพืชไม่สามารถชอนไชหาอาหารได้ดี ความเป็นกรดของดินทำให้เกิดการละลายของธาตุอะลูมิเนียมออกมาแล้วดูดซึมเข้าทางรากพืช ทำให้พืชไม่แข็งแรงกลายเป็นโรคง่าย และเชื้อราที่เป็นโรคพืชบางชนิดยังทำงานได้ดีในดินที่เป็นกรดอีกด้วย ทำให้เกษตรกรต้องใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีเพิ่มมากขึ้นทุกปีทำให้มีต้นทุนสูงขึ้นอีก และในขณะเดียวกัน การเผาทำลายเศษพืชในแต่ละครั้งก็ส่งผลให้อินทรีย์วัตถุและจุลินทรีย์ดินที่มีอยู่น้อยพลอยสลายตัวหายไปอีกด้วย



เพื่อให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินกลับคืนมาเกษตรกรจึงควรงดการเผาเศษพืช นำเศษพืชมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีแล้วนำไปปรับปรุงบำรุงดินเพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ที่จะส่งผลให้การใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีลดลง ซึ่งหมายถึงต้นทุนการผลิตก็จะลดลง มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีผลกำไรมากขึ้นตามไปด้วย ดินเพาะปลูกจะกลับมาเป็นดินดำที่ฟู นุ่ม โครงสร้างเม็ดดินจะร่วนซุยขึ้น มีไส้เดือนกลับคืนมาที่ช่วยการชอนไชของรากพืช พืชก็จะกลับมาแข็งแรง เกษตรกรและประชาชนจะมีสุขภาวะที่ดีจากการลดควันพิษจากการเผาและลดการใช้สารเคมี
                 
การผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีใหม่ “วิศวกรรมแม่โจ้ 1”
               
จากผลการค้นคว้าวิจัยของคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในปี พ.ศ. 2552 ได้มีนวัตกรรมใหม่ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ต้องพลิกกลับกอง จากการใช้หลักการทางวิศวกรรมด้านการพาความร้อน (Chimney Convection) มาประยุกต์ใช้ เกษตรกรจะสามารถผลิตได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีปริมาณมากครั้งละ 10 – 100 ตัน ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้มีค่าตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2551 เสร็จภายในเวลาเพียง 60 วัน เรียกว่าวิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” ที่ไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีกลิ่นและน้ำเสีย วัตถุดิบมีเพียงเศษพืชกับมูลสัตว์เพียง 2 อย่างเท่านั้น โดยถ้าเศษพืชเป็นฟางข้าวอัตราส่วนระหว่างฟางข้าวกับมูลสัตว์คือ 4 ต่อ 1 โดยปริมาตร และถ้าเป็นเศษใบไม้ให้ใช้อัตราส่วน 3 ต่อ 1 โดยปริมาตร


ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1”
               
ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” มีดังนี้
               
1. นำฟางข้าว 4 ส่วน วางเป็นชั้นบาง ๆ สูงไม่เกิน 10 เซนติเมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร โปรยทับด้วยมูลสัตว์ 1 ส่วน แล้วรดน้ำ (อย่างเช่น นำฟาง 16 เข่ง มาวางหนา 10 ซม. โรยทับด้วยมูลสัตว์ 4 เข่ง เพื่อให้เป็นสัดส่วน 4 ต่อ 1 เป็นต้น) ทำเช่นนี้ 15 - 17 ชั้น รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความชื้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูง 1.50 เมตร ชั้นบนสุดเป็นมูลสัตว์ กองปุ๋ยจะมีความยาวเท่าไรก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเศษพืชและมูลสัตว์ที่มี ความสำคัญของการที่ต้องทำเป็นชั้นบาง ๆ 15 - 17 ชั้นก็เพื่อให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ได้ใช้ทั้งธาตุคาร์บอนที่มีอยู่ในเศษพืชและธาตุไนโตรเจนที่มีในมูลสัตว์ในการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ ซึ่งจะทำให้การย่อยสลายวัตถุดิบเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว




2. ตลอดเวลา 60 วัน ให้รักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลา (มีค่าประมาณร้อยละ 60 – 70) โดยมี 2 ขั้นตอนดังนี้
                 
ขั้นตอนที่ 1 รดน้ำภายนอกกองปุ๋ยทุกวัน ๆ ละครั้ง โดยไม่ให้มีน้ำไหลนองออกมาจากกองปุ๋ยมากเกินไป
                 
ขั้นตอนที่ 2 เมื่อครบวันที่ 10 ใช้ไม้หรือเหล็กแทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไป ระยะห่างของรูประมาณ 40 เซนติเมตร ทำขั้นตอนที่สองนี้ 5 ครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 10 วัน เมื่อเติมน้ำเสร็จแล้วให้ปิดรูเพื่อไม่ให้สูญเสียความร้อนภายในกองปุ๋ย ขั้นตอนนี้แม้ว่าอยู่ในช่วงของฤดูฝนก็ยังต้องทำ เพราะน้ำฝนไม่สามารถไหลซึมเข้าไปในกองปุ๋ยได้ จากข้อดีที่น้ำฝนไม่สามารถชะล้างเข้าไปในกองปุ๋ยได้ เกษตรกรจึงสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ในฤดูฝนได้ด้วย ปริมาณน้ำที่เติมโดยรวมต้องไม่ทำให้มีน้ำเจิ่งนองออกมามากเกินไป



ภายในเวลา 5 วันแรก กองปุ๋ยจะมีค่าอุณหภูมิสูงขึ้นมาก บางครั้งสูงถึง 70 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับกองปุ๋ยที่ทำได้ถูกวิธี ความร้อนสูงนี้เกิดจากกิจกรรมการย่อยสลายของจุลินทรีย์ (จุลินทรีย์มีมากมายและหลากหลายในมูลสัตว์อยู่แล้ว) และความร้อนสูงนี้ยังเป็นสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงานของจุลินทรีย์ในกองปุ๋ยอีกด้วย (จุลินทรีย์กลุ่มชอบความร้อนสูง Thermophiles และ Mesophiles) หลังจากนั้นอุณหภูมิจะค่อย ๆ ลดลงตามเวลาจนมีค่าอุณหภูมิปกติที่อายุ 60 วัน


3. เมื่อกองปุ๋ยมีอายุครบ 60 วัน ก็หยุดให้ความชื้น กองปุ๋ยจะมีความสูงเหลือเพียงประมาณ 1 เมตร แล้วทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งเพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัว (Stabilization Period) ไม่ให้เป็นอันตรายต่อรากพืช วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งอาจทำโดยทิ้งไว้ในกองเฉย ๆ ประมาณ 1 เดือน หรืออาจแผ่กระจายให้มีความหนาประมาณ 20 – 30 ซม. ซึ่งจะแห้งภายในเวลา 3 – 4 วัน สำหรับผู้ที่ต้องการจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ก็อาจนำปุ๋ยอินทรีย์ที่แห้งแล้วไปตีป่นให้มีขนาดเล็กสม่ำเสมอ ซึ่งจะมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 5 - 7 บาท สามารถเก็บได้นานหลายปี


กองปุ๋ยที่สูง 1.5 เมตรจะสามารถเก็บกักความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาการย่อยสลายของจุลินทรีย์เอาไว้ในกองปุ๋ย ความร้อนนี้นอกจากจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับจุลินทรีย์ชนิดชอบความร้อนสูงที่มีในมูลสัตว์แล้ว เมื่อความร้อนนี้ลอยตัวสูงขึ้นจะทำให้อากาศภายนอกที่เย็นกว่าไหลเวียนเข้าไปในภายในกองปุ๋ย ซึ่งเกิดจากผลของการพาความร้อน (Chimney Convection) อากาศภายนอกที่ไหลหมุนเวียนเข้ากองปุ๋ยนี้ช่วยทำให้เกิดสภาวะการย่อยสลายของจุลินทรีย์แบบใช้อากาศ (Aerobic Decomposition) ทำให้ไม่ต้องมีการพลิกกลับกอง และช่วยให้กองปุ๋ยไม่มีกลิ่นหรือน้ำเสียใด ๆ ในหน้าหนาวเราอาจพบเห็นไอร้อนลอยออกมาจากกองปุ๋ย ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากำลังมีอากาศเย็นกว่าไหลเข้าไปในกองปุ๋ยตลอดเวลา


หัวใจสำคัญของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1”
               
หัวใจสำคัญของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ คือ ต้องรักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลาทั้งภายในและภายนอกกองปุ๋ยด้วยวิธีการ 2 ขั้นตอนข้างต้น บริเวณใดที่แห้งเกินไปหรือแฉะเกินไปจุลินทรีย์จะไม่สามารถย่อยสลายได้ ทำให้วัสดุไม่ย่อยสลาย กระบวนการอาจใช้เวลานานถึง 6 เดือนถึง 1 ปีก็ได้

ข้อห้ามของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1”
               
ข้อห้ามของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีนี้คือ
               
1. ห้ามขึ้นเหยียบกองปุ๋ยให้แน่น หรือเอาผ้าคลุมกองปุ๋ย หรือเอาดินปกคลุมด้านบนกองปุ๋ย เพราะจะทำให้อากาศไม่สามารถไหลถ่ายเทได้
               
2. ห้ามละเลยการดูแลความชื้นทั้ง 2 ขั้นตอน เพราะถ้ากองปุ๋ยแห้งเกินไปจะทำให้ระยะเวลาแล้วเสร็จนานและปุ๋ยอินทรีย์มีคุณภาพต่ำ
               
3. ห้ามวางเศษพืชเป็นชั้นหนาเกินไป การวางเศษพืชเป็นชั้นหนาเกินไปจะทำให้จุลินทรีย์ที่มีในมูลสัตว์ไม่สามารถเข้าไปย่อยสลายเศษพืชได้
               
4. ห้ามทำกองปุ๋ยใต้ต้นไม้ เพราะความร้อนของกองปุ๋ยอาจทำให้ต้นไม้ตายได้
               
5. ห้ามระบายความร้อนออกจากกองปุ๋ย เพราะความร้อนสูงในกองปุ๋ยจะช่วยให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดีมากขึ้น และยังช่วยให้เกิดการไหลเวียนของอากาศผ่านกองปุ๋ยอีกด้วย

 เศษพืชทุกชนิดสามารถนำมาใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีนี้ได้ เช่น ฟางข้าว ซังและเปลือกข้าวโพด ผักตบชวา เศษผักจากตลาด และเศษใบไม้ (ทั้งสดและแห้ง) เป็นต้น ส่วนมูลสัตว์ทุกชนิดสามารถนำมาใช้ได้ทั้งมูลโค มูลไก่ และมูลสุกร (ทั้งแห้งและเปียก) โดยพบว่า ฟางข้าว ผักตบชวา และเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นเศษพืชที่ย่อยสลายได้ง่ายที่สุด ส่วนเมล็ดหรือเปลือกผลไม้ที่มีความแข็งก็สามารถนำมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้แต่ต้องนำไปตีบดในเครื่องย่อยเศษพืชเสียก่อน
               
การผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีนี้จะช่วยลดการเผาฟางข้าวในนาได้ โดยการไถกลบตอซังแล้วนำฟางข้าวกับมูลสัตว์ขึ้นกองปุ๋ยวิธีใหม่นี้ในทุ่งนาใกล้แหล่งน้ำ เมื่อปุ๋ยอินทรีย์แห้งหรือถึงฤดูการเพาะปลูกก็นำไปโปรยในอัตราส่วน 500 – 1,000 กก.ต่อไร่ แล้วไถกลบไปพร้อมกับการเตรียมดินได้เลย ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและแรงงานในการขนวัสดุได้มาก
               
เนื่องจากปุ๋ยหมักที่ผลิตได้จะอุดมไปด้วยธาตุอาหารมากมาย จึงควรระมัดระวังไม่ใช้ปุ๋ยหมักล้วน ๆ ปลูกพืชในกระถางเพราะจะทำให้พืชสำลักธาตุอาหารตายได้ ปริมาณการใช้ในการเพาะปลูกคือ 300 - 3,000 กก.ต่อไร่ ขึ้นกับว่าดินมีคุณภาพเลวหรือดีมากน้อย แต่ไม่ควรเกิน 3,000 กก.ต่อไร่ หรือ 2 กก.ต่อตารางเมตรเนื่องจากจะเป็นอันตรายต่อพืชได้

รูปตัวอย่างการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี วิศวกรรมแม่โจ้ 1






วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

าผลผลิตข้าวเฉลี่ย (Yield) ต่อเฮกตาร์ของแต่ละประเทศ

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

ไปเจองานวิจัยตั้งแต่ปี 2002 ในเน็ต มีข้อมูลน่าสนใจเอามาแชร์ครับ ... เค้าทำค่าผลผลิตข้าวเฉลี่ย (Yield) ต่อเฮกตาร์ของแต่ละประเทศออกมา (1 เฮกต้าร์เท่ากับ 6.25 ไร่) ... พบว่า ในปี 2000 ไทยเรามีค่าผลผลิตข้าวเฉลี่ยต่ำสุดครับ คือ 357.28 กก.ต่อไร่ (2,233 กก.ต่อแฮกตาร์ เอา 2,233 หารด้วย 6.25 ได้ 357.28) ... พม่า 509.92 กก.ต่อไร่ ... เวียตนาม 656.80 กก.ต่อไร่ .... ญี่ปุ่น 1,004.48 กก.ต่อไร่ ... แถมไทยมีแนวโน้มที่ค่านี้ลดลงทุกปี ในขณะที่ประเทศอื่นมีค่าเพิ่มขึ้นทุกปี ทุกประเทศเลย คาดว่าจากการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางการเกษตรของเขาเข้ามาช่วย ส่วนชาวนาไทยมักปฏิเสธความรู้ใหม่ ๆ โดยมักอ้างว่าไม่มีเวลา (อันนี้ผมพูดเอง)

ก็คงชี้ให้เห็นได้ว่า การปลูกข้าวแบบไทย ๆ เริ่มไม่ได้ผลแล้ว ก็เลยเห็นสาเหตุหนึ่งของการที่ชาวนาไทยขาดทุนทุกปี .... หนังสือพิมพ์เนชั่นวันที่ 12 มีนาคม 2012 ระบุว่าต้นทุนการทำนาเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 6,000 - 7,000 บาทต่อไร่ (แต่ถ้าขายข้าวได้แค่ 357.28 กก. หรือ 0.357 ตันต่อไร่ เอาข้าวเปลือกไปขายโรงสีราคาตันละ 10,000 บาท (สมมติ) ก็จะได้เงินแค่ 3,573 บาทต่อไร่ .... ขาดทุนตั้งแต่ยังไม่ทำ) ในขณะที่เวียตนามมีต้นทุนที่ 4,900 - 5,000 บาทต่อไร่ .... แต่ถ้าไทยสามารถเพิ่มผลผลิตขึ้นอีก 2 เท่าอย่างที่เวียตนามทำ ชาวนาไทยก็คงมีโอกาสลืมตาอ้าปากมากขึ้นได้บ้าง

มีอะไรบ้างที่ชาวนาไทยปฏิบัติคล้าย ๆ กัน ... เผานา ใช้ยาฆ่าหญ้าอย่างพร่ำเพรื่อ ใช้ยาฆ่าแมลงอย่างมโหฬาร ปฏิเสธการทำปุ๋ยหมักขึ้นใช้เอง ขี้วัวขี้ควายมีก็เอาไปขายให้คนปลูกยาง 5555



วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สารพัดวิธีไล่ยุง กำจัดมด ไล่หนู กำจัดแมลงสาบ

 ป๊อกเก้า รักในหลวงและแผ่นดินไทย


สารพัดวิธีไล่ยุง กำจัดมด ไล่หนู กำจัดแมลงสาบ
ไล่ตะขาบ ไล่งู ด้วยวิธีธรรมชาติ

วิธีไล่งู
ถ้าท่านใดงูเข้าบ้านหรืองูมาบริเวณบ้านบ่อยๆ
มีวิธีแก้คือซื้อกำมะถันก้อนสีเหลืองๆไปโยนใส่ตาม ต้นไม้พุ่มไม้หรือรอบๆบ้าน ซื้อตามร้านขายยาแผนโบราณก็ได้ พอกำมะถันโดนน้ำที่รดต้นไม้จะมีฤทธิ์เป็นกรดระเหยออกมา งูจะอยู่ไม่ได้หนีไปเอง

เหตุที่งูไม่เลื้อยผ่านต้นมะกรูดก็เพราะมะกรูดมีความเปรี้ยว คล้ายกรด งูเลยหลีก หมั่นใส่กำมะถันเดือนละครั้ง กระจายทั่วๆบริเวณบ้าน
———————————————————————–

วิธีไล่ยุง
แบบง่าย ๆ คือ หา การบูร มาห่อด้วยผ้าแล้วมัดไว้กับหลอดไฟฟ้าที่อยู่ภายใน บ้าน ความร้อนของไฟฟ้าจะทำให้การบูร ระเหย ออกไป และกลิ่นของการบูรจะช่วย ป้องกันยุง ไม่ให้มารบกวน

———————————————————————–
วิธีกำจัดมด
- หาเศษผ้าที่ไม่ใช้แล้วมาตัดเป็นชิ้น ๆ ความยาวพอประมาณ ชุบกับน้ำมันเครื่องพอหมาดหรือจาระบี แล้วนำมาพันรอบขาตู้หรือโต๊ะ หรือจะใช้ปูนขาวใส่ภาชนะรองที่ขาตู้ก็ได้ และหากพบมดไต่ขึ้นมาตามรอยแตกร้าวของคอนกรีต ให้ใช้น้ำมันก๊าดเทลงไปในร่อง มดก็จะไม่โผล่หน้าขึ้นมาให้เรารำคาญใจอีกนาน

- ใช้แป้งฝุ่นสำหรับทาป้องกันเห็บหมัดของสุนัขหรือแมวมาโรยตามพื้นหรือบริเวณที่มดขึ้น เมื่อมดเดินผ่านก็จะเกิดการระคายเคืองและตายในเวลาอันรวดเร็ว หรืออาจฝานมะนาวเป็นแผ่นบางๆ มาไปวางในบริเวณที่มดขึ้นก็ได้

- หากพบว่ามีมดขึ้นอยู่ในขวดน้ำตาลหรือขนมปังที่ใส่อยู่ในกระป๋อง ให้ เราปิดฝาขวดหรือกระป๋องนั้นให้สนิท จากนั้นให้ออกแรงเขย่าเพียงเล็กน้อย แล้วเปิดฝาทิ้งไว้หรือนำไปผึ่งแดดสักครู่ มดตัวน้อยตัวนิดก็จะพากันหนีออกมาเอง

- ในกรณีที่พบรังมด ให้ใช้น้ำที่แช่หน่อไม้สดหรือหน่อไม้ดองเปรี้ยวราดไป ที่รัง มดจะอพยพไปอยู่ที่อื่นทันที แต่ถ้าต้องการกำจัดให้สิ้นซาก ให้ใช้การบูรและยาสูบอย่างละ 1 ส่วน นำไปแช่น้ำตั้งไฟให้เดือด จากนั้นเอาไปราดที่รัง มดก็จะตายและไม่กล้ามาทำรังอีกแน่ๆ

———————————————————————–

วิธีกำจัดแมลงสาบ
•วิธีการกำจัดแมงสาบแบบบ้าน ๆ (เน้นประหยัดและง่าย) แบบที่ 1
•เอาขวดเหล้ากลม มาวาง ทาน้ำมันพืชบางๆบริเวณปากขวด
•แล้วเอาเศษอาหารที่มีกลิ่นหอมๆ ใส่ไว้ก้นขวด (จากการทดลองน้ำตาลปิ๊บดีสุด)
•วางขวดเอียงประมาณ 70 องศา ให้ปากขวดแตะผนัง ตามซอกมืดๆในบ้าน
•ตื่นเช้ามาคุณจะได้แมลงสาปอยู่ในขวด (วันแรกๆจะได้เยอะมาก)
•ทำซ้ำเรื่อยๆ มันก็จะหมดไปเอง

วิธีการกำจัดแมงสาบแบบบ้าน ๆ (เน้นประหยัดและง่าย) แบบที่ 2

ส่วนประกอบ
1. ขวด เฮลบลูบอยที่หมดแล้ว 1 – 2 ขวด
2. น้ำมันหมู

วิธีทำ
1.เทน้ำมันหมูลงในขวด เฮลบลูบอย แล้วก็เคล้ากะให้น้ำมันหมูเกาะทั่วขวด
2.เอาน้ำมันหมูป้ายขอบในคอขวด กะให้กำลังลื่นพองาม
3.เอาไปตั้งไว้กลางห้องครัว หรือ แหล่งชุมนุม แมงสาบ (เฉพาะจุดที่พบบ่อยๆ)
4.ทิ้งเอาไว้ ประมาณ 8 ชม. แนะนำ >>ตั้ง<< ไว้ก่อนนอน
5.ตื่นมาตอนเช้าอย่าตกใจ แมงสาบจะยัวะเยียะ ไปทั้งขวด แต่ออกมาไม่ได้ เด็กและสตรีที่กลัวแมงสาบ ไม่ควรทำ เพราะอาจจะตกใจตายได้
6.เอาฝาเฮลบลูบอยปิดไว้ แล้วฝากให้รถขยะพาแมงสาบไปเที่ยว

วิธีกำจัดแมลงสาบ แบบอื่นๆ

# แมลงสาบมักชอบอยู่ในมุมอับ ผลิตลูกหลานออกมาอย่างมากมาย วิธีกำจัดง่าย ๆ ก็คือ เอาน้ำตาลเคี่ยวกับน้ำให้มีกลิ่นหอมแล้วนำไปใส่ในกะละมังหรือภาชนะที่มีความ ลื่น เพราะเมื่อแมลงสาบได้กลิ่น มันจะลงไปกินแต่ไม่สามารถไต่ขึ้นมาได้ วิธีนี้ก็จะช่วยลดพลเมืองแมลงสาบได้มาก และถ้ากันมดและแมลงสาบเข้าไปในตู้เสื้อผ้า หรือ ตู้หนังสือ โดยใช้ก้านพลูและพริกไทยเม็ดบรรจุใส่ถุงผ้าเล็ก ๆ แล้วนำไปไว้ตามซอกของตู้เสื้อผ้า หรือ ตู้หนังสือ

# นำขวดแก้วที่มีปากค่อนข้างกว้างใส่น้ำแกงจืดหรือน้ำต้มยำที่เหลือจากการรับ ประทานอาหาร (ใส่ประมาณครึ่งขวด) แล้วนำไปวางไว้บริเวณซอกหรือมุมห้องภายในบ้าน โดยวางให้ชิดติดกับผนังเพื่อล่อให้แมลงสาบที่ไต่ตามฝาผนังลงมากินน้ำแกงใน ขวด ทำให้ไม่สามารถปีนกลับขึ้นมาได้

# ใช้เหยื่อล่อแมลงสาบสำเร็จรูป ซึ่งบรรจุอยู่ในตลับที่มีช่องว่างเพื่อให้แมลงสาบมุดหัวเข้าไปกินเหยื่อ แล้วออกมาตายภายนอก (ไม่ตายค้างอยู่ด้านในตลับ) โดยนำไปวางไว้ในบริเวณที่มีแมลงสาบชอบเดินผ่าน อาทิ ตามซอกมุมอับต่างๆ หรือวางไว้ใกล้ท่อระบายน้ำทิ้ง เพื่อดักแมลงสาบที่ออกมาหากินยามค่ำคืน

# ใช้บ้านแมลงสาบ ซึ่งเป็นกาวดักแมลงสาบที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยง มีประสิทธิภาพในการดักจับแมลงสาบได้ดี ใช้ง่ายเพียงแค่แกะกล่องกระดาษแล้วนำแผ่นเหยื่อไปวางไว้ตรงกลางแผ่นกาวและ พับเป็นรูปบ้าน นำไปวางไว้ตามห้องหรือซอกมุมที่มีแมลงสาบรบกวน เมื่อมีแมลงสาบมาติดจนเต็ม ให้พับบ้านแมลงสาบเข้าทุกด้าน แล้วนำไปทิ้งลงถังขยะ บ้านแมลงสาบมีอายุการใช้งานนานประมาณ 3-4 สัปดาห์

# เอาปูนซีเมนต์ มาผสมกับอะไรหอมๆ น่ากิน เช่น นมผง โอวัลติน หรือถั่วบด ใส่ถาดวางใว้ในที่ที่แมลงสาบชอบเดินผ่าน แล้วก็เอาขันใส่น้ำวางไว้ข้างๆ เมื่อแมลงสาบได้ลิ้มรส อาหารผสมปูนซีเมนต์ และจิบน้ำเข้าไป ปูนซีเมนต์เมื่อผสมกับน้ำก็จะแข็งตัวในท้องของมัน

วิธีไล่งู

1. งูที่กลัวเชือกกล้วยจะมีก็เฉพาะงูเหลือมเท่านั้น ซึ่งได้มีการพิสูจน์มาแล้ว ส่วนงูพิษยังไม่มีรายงาน การเลี้ยงสุนัข หรือห่านเป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุด

2. ใช้ สารเคมีที่มีกลิ่นฉุน เช่น น้ำมันก๊าด(หาง่าย และไม่อันตรายกับคน และสัตว์เลี้ยง) ให้ฉีดพ่นหรือราดรอบๆ บริเวณที่ไม่ต้องการให้มีงูอยู่ ( ถ้าฉีดพ่นหรือราดน้ำมันก๊าดที่รังงูก็จะหนีไปเหมือนกันครับ) และ ควรฉีดพ่นหรือราดน้ำมันก๊าดในช่วงที่ไม่มีเด็กๆ อยู่ เพราะงูจะออกมาจากที่หล่บซ่อน วิธีนี้เคยใช้จัดการกับงูเห่ามาแล้วใช้ได้ผลครับ ลองนำไปประยุกต์ใช้ดูนะครับไม่ต้องฆ่าเขาด้วยแค่ไล่ไปเท่านั้น

3. ใช้ผงกำมะถัน(สีเหลืองๆ) มาผสมน้ำแล้วราดบริเวณรอบบ้าน แต่วิธีนี้ต้องทำบ่อยหน่อย อย่างน้อย เดือนละครั้ง เพราะกำมะถันเจือจางแล้วงูก็เข้าอีก

วิธีไล่ตะขาบ
- เลี้ยงไก่ในบริเวณบ้าน ( ถ้าสะดวก)

- ปลูกต้นเสลดพังพอนตัวเมีย รอบๆ บริเวณบ้าน

- ใช้ “น้ำส้มควันไม้” เนื่องจากน้ำส้มควันไม้เข้มข้น มีส่วนผสมของน้ำมันทาร์ และยางเรซินอยู่มาก จะส่งกลิ่นเหม็นคล้ายควันไฟรบกวนสัตว์ และแมลงที่มีพิษต่างๆ รู้สึกจะมีขายตามร้านขายเคมีเกษตร

วิธีไล่หนู
แบบง่ายๆ และประหยัดเงินคือ นำ ไม้ยี่โถ ไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปบดเป็นผง เสร็จแล้วนำไปโรยตามซอกที่หนูชอบอยู่ เพียงเท่านี้หนูก็พากันขนย้ายครอบครัวหนีออกไปจากบ้านของคุณไปเลย

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

คิดจะทิ้งการงานในเมือง แล้วกลับไปเป็นเกษตรกร

ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

ท่านใดที่คิดจะทิ้งการงานในเมือง แล้วกลับไปเป็นเกษตรกรที่บ้านนอก ลองอ่านข้อแนะนำของสวนวสา จากเว็บเกษตรพอเพียงดอทคอมดูนะครับ

ข้อคิด...สำหรับผู้ที่อยากเป็นเกษตรกร โดยคุณสวนวสา

เรียน ว่าที่เกษตรกร เกษตรกรมือใหม่เอี่ยม และเกษตรกร part-time ทุกท่าน

จากที่เราได้คุยกับว่าที่เกษตรกรและเกษตรกรมือใหม่หลายท่านที่มาติดต่อซื้อเมล็ดพันธุ์ กิ่งพันธุ์ และท่อน้ำหยดจากสวนวสา ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง เลยต้องขออนุญาตเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อให้ว่าที่เกษตรกรและเกษตรกรมือใหม่ไฟแรงหลาย ๆ ท่านลองพิจารณาเป็นข้อคิดก่อนจะลงมือทำอะไรไป เพราะการลงทุนในสาขาการเกษตรนั้น ไม่ว่าจะเพื่อหวังผลกำไร หรือแค่หวังเพื่อใช้เวลาว่างทำงานอดิเรกปลูกต้นไม้ ทุกอย่างที่ลงไปก็เป็นเงินทองที่เราเก็บหอมรอมริบมาทั้งนั้น หากลงทุนไปโดยขาดการไตร่ตรองล่วงหน้า หรือขาดการจัดการอย่างเป็นระบบ เมื่อเกิดผลเสียหาย ผลขาดทุน ความยุ่งยากที่ตามมามักทำให้เกษตรกรมือใหม่หลายคนท้อแท้ และเลิกไปในที่สุด ซึ่งทางสวนวสาไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น เราไม่อยากให้อาชีพเกษตรกรหายไปจากประเทศไทย ตรงกันข้ามเราอยากให้มีเกษตรกรรุ่นใหม่เกิดขึ้นมามาก ๆ คนที่มีการวางแผน มีการควบคุมผลผลิตที่มีคุณภาพ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณภาพของโลก

ที่ดิน
การจะเริ่มทำการเกษตรได้นั้นเราควรมีที่ดินเป็นของตัวเอง แต่ก่อนจะลงมือซื้อที่ดินผืนใด ขออนุญาตให้ข้อคิดเกี่ยวกับปัจจัยที่สำคัญก่อนซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตร ดังนี้

1. ในที่ดินต้องมีแหล่งน้ำหรือติดกับแหล่งน้ำที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งปี เพราะการซื้อที่ดินที่ไม่มีน้ำ ก็เท่ากับไม่มีประโยชน์ในเชิงเกษตร แหล่งน้ำที่ว่านี้อาจจะเป็นคลองชลประทาน อ่างเก็บน้ำ คลองธรรมชาติ แม่น้ำ ฯลฯ ถ้าเป็นที่ผืนใหญ่ไม่ควรเป็นน้ำบาดาล เพราะอาจมีปริมาณไม่พอเพียง และอาจจะทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการตะกอนในภายหลัง

2. ที่ดินควรใกล้กับถนน และไม่ไกลจากบ้านที่อยู่ประจำของคุณมากนัก การไปมาทำได้ง่าย เมื่อการเดินทางสะดวก ก็ทำให้เรารู้สึกอยากไปเยือนบ่อย ๆ โดยเฉพาะเกษตรกร part-time ที่ต้องทำงานในวันธรรมดาและไปทำสวนได้เฉพาะวันหยุด หากคุณต้องขับรถ 500 กม. เพื่อไปสวนในวันเสาร์ และขับกลับอีก 500 กม. ในวันอาทิตย์ คุณจะเหนื่อยและท้อไปในที่สุด ระยะทางที่เหมาะสมน่าจะไม่เกิน 200 กม. จากบ้านคุณ อย่างไรก็ตามปัจจัยเรื่องระยะทางนี้ขึ้นกับทุนและความชอบส่วนบุคคล นอกจากนี้ ราคาน้ำมันก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย คำนวณค่าน้ำมันคร่าว ๆ ว่าระยะทาง 200 กม. รถคุณกินน้ำมันเฉลี่ย 8 กิโลลิตร น้ำมันลิตรละ 30 บาท ไป-กลับ จะมีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าน้ำมัน 1,500 บาทต่อเที่ยว เดือนหนึ่งไป 4 ครั้งก็ประมาณ 6,000 บาท ปีละ 72,000 บาท เทียบกับราคาที่ดินที่อาจจะแพงกว่าแต่ใกล้กว่า อย่างไหนคุ้มกว่ากัน อันนี้ควรคำนวณให้รอบคอบค่ะ

3. ที่ดินควรใกล้ตลาดหรือชุมชน หรือผู้ซื้อรายใหญ่ เพื่อที่จะสามารถขนส่งผลผลิตเพื่อจำหน่ายได้โดยง่าย (หากคิดจะปลูกเพื่อจำหน่าย) เช่น อยากปลูกมะม่วงส่งออกแต่ผู้ปลูกอยู่ภาคใต้ ส่วนผู้ส่งออกอยู่ภาคเหนือและภาคกลาง อย่างนี้ ถ้าปลูกไม่มากพอก็จะไม่มีผู้ซื้อวิ่งไปซื้อแน่ ๆ ค่าน้ำมันทุกวันนี้แพงมาก ๆ ค่ะ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผู้ซื้อมักจะถามก่อนว่าปลูกกี่ไร่ กี่ต้น ผลผลิตกี่ตัน (ถ้าไม่ถึง 4-5 ตัน ส่วนมากรายใหญ่เขาไม่วิ่งมาค่ะ)

4. ควรมีเพื่อนบ้านและสังคมที่ดี ก่อนซื้อที่ดินควรลองไปสำรวจดูว่าเพื่อนบ้านมีอัธยาศัยเป็นอย่างไร ที่ดินบางผืนราคาถูกเพราะเพื่อนบ้านขี้ขโมย ผลผลิตอะไรออกมาหายหมด ติดตั้งปั๊มน้ำก็หาย บางทีเผลออาทิตย์เดียวบ้านทั้งหลังรื้อเอาไปขายก็มี ลองไปถามสถานีตำรวจในพื้นที่ดูว่าคดีลักขโมยมีแยะไหม ใครเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และทัศนคติเขาเป็นอย่างไร

5. ที่ดินควรมีต้นไม้ขึ้นอยู่ในที่บ้าง เพื่อแสดงว่าดินที่นี่ปลูกต้นไม้ได้ บางคนไปซื้อที่ดินที่เตียนโล่งแม้แต่หญ้าก็ไม่ขึ้น แล้วมาดีใจว่าไม่ต้องถางหญ้าปรับที่ดิน ซึ่งแท้ที่จริงเป็นดินเค็มที่เพาะปลูกอะไรไม่ได้ หากเป็นไปได้ลองสังเกตด้วยว่าต้นไม้ที่ขึ้นในที่ดินนั้นเป็นต้นอะไรเพื่อจะได้ทราบว่าที่ดินผืนนั้นเพาะปลูกผลไม้ชนิดใดได้ดีที่สุด

6. ที่ดินทำสวนเกษตรส่วนใหญ่ควรเป็นพื้นราบ เพราะหากเป็นที่ลาดชันเวลารดน้ำต้นไม้ น้ำจะไหลลงเบื้องล่างหมด หากต้องทำขั้นบันไดก็จะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าที่ดินผืนราบ แต่หากจะปลูกไม้ยืนต้นพวกไม้ป่า ก็เป็นที่เนินเขาได้ค่ะ ทั้งนี้ขึ้นกับพืชที่เลือกจะปลู

7. ไม่ควรเป็นที่น้ำท่วมขัง ที่ดินบางผืนในช่วงฤดูฝนจะตรงกับแนวน้ำท่วมพอดี อย่างนี้ปลูกพืชอะไรก็ตายหมด เลี้ยงปลาก็หายหมด

8. ให้สำรวจหน้าดินของที่ดินที่ซื้อด้วยค่ะ พอดีวันนี้มีเพื่อนเกษตรกรโทรมาปรึกษา มีที่ดินแต่หน้าดินที่ปลูกพืชได้มีเพียง 2-3 เมตรลึกลงไปกว่านั้นกลายเป็นดินผสมหินแบบแข็งเลย รากพืชชอนไชลงไปไม่ได้ อย่างนี้คงต้องปลูกพืชที่มีระบบรากไม่ลึกมากค่ะ

การเลือกพืชที่จะเพาะปลูก

1. ก่อนจะปลูกอะไร กรุณาสำรวจสภาพดินและน้ำก่อนว่าเหมาะกับพืชในใจคุณหรือเปล่า อย่าบุ่มบ่ามลงมือปลูกตามกระแส หรือตามใจชอบ ตัวอย่างเช่น ที่ดินสวนวสาเป็นดินเปรี้ยวเพาะปลูกพืชตระกูลส้ม-มะนาวได้ดี มะม่วง มะละกอได้ แต่ปลูกทุเรียน ลำไย มังคุดแล้วไม่โต (ลองแล้ว) ถึงกระนั้นก็ตามเวลาเรามี “เกษตรเกิน” (ผู้ที่แสดงตนว่ารู้มากกว่าเกษตรกร) มาเยี่ยมที่สวนก็มักจะแนะนำให้เราลองปลูกมังคุด ปลูกทุเรียนอยู่เสมอ ๆ เพราะส่งนอกได้ราคาดี คนแนะนำส่วนใหญ่ก็คิดแค่นั้น แต่เกษตรกรที่แท้จริงที่เป็นเจ้าของที่ดินควรศึกษาสภาพดินและน้ำก่อนลงมือปลูกอะไร เพื่อจะได้ประหยัดเวลาและทุนที่ถมลงไป

2. ควรเลือกพืชที่จะปลูกมากกว่า 1 ชนิดเพื่อบริหารความเสี่ยง เผื่อชนิดหนึ่งราคาตกหรือขายไม่ออก ชนิดอื่นจะได้ช่วยเฉลี่ยรายได้ แต่ไม่ควรหลายชนิดเกินไปจนปริมาณไม่คุ้มค่าขนส่ง เช่น มีที่ดิน 1 ไร่ แต่อยากปลูกมะม่วง มังคุด ลำไย มะนาว พริกขี้หนู เพื่อส่งออก แบบนี้แนะนำว่าให้ลืมเรื่องส่งออกไปได้เลย ให้ปลูกแบบพอเพียง คือเก็บทานเอง หรือส่งตลาดแถวสวนจะดีกว่าค่ะ

3. พืชแต่ละชนิดมีความต้องการน้ำไม่เท่ากัน หากจะปลูกผสมผสาน ควรเลือกพืชที่ต้องการน้ำ ปุ๋ยและยาคล้าย ๆ กันปลูกไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ปริมาณแสงก็เป็นสิ่งสำคัญ หากพืชชนิดหนึ่งต้องการแสงมาก ก็อย่าปลูกไว้ใกล้ ๆ กับพืชที่ให้ร่มเงา เช่น อย่าปลูกมะละกอไว้ใกล้กอไผ่ เพราะในที่สุดร่มเงาของไผ่จะบังมะละกอทำให้ไม่สามารถเติบโตได้ และเกิดโรคระบาดในที่สุด หรือ หากจะปลูกมะนาวทำนอกฤดู ก็ไม่ควรปลูกใกล้กับพืชที่ต้องการน้ำ เพราะพอเรางดน้ำเพื่อให้มะนาวออกดอก ต้นไม้ข้าง ๆ ก็จะตายไปด้วย ทำนองนี้

4. ตามทฤษฎีพอเพียง ควรปลูกพืชชนิดให้ประโยชน์เกื้อหนุนกับการเกษตรของท่านด้วย เช่น หากปลูกส้มหรือมะนาว ก็ควรเผื่อพื้นที่สำหรับปลูกไผ่ไว้ด้วย เพราะเวลาค้ำต้นมะนาวหรือส้มต้องใช้ไม้ไผ่ แทนที่จะไปซื้อ ก็ปลูกเองประหยัดกว่า นอกจากนี้หากใครคิดทำเกษตรอินทรีย์ ก็ปลูกพวกสะเดา หนอนตายหยาก หรือสมุนไพรอื่น ๆ ไว้ด้วย จะได้เอาไว้ทำเกษตรอินทรีย์ได้ง่ายค่ะ

5. นอกจากนี้ ให้คิดในใจเสมอว่า พื้นที่แต่ละพื้นที่มีลักษณะภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน อย่าคิดว่าการลอกเลียนแบบสวนที่ประสบความสำเร็จแล้วคุณจะประสบความสำเร็จด้วย การเกษตรไม่ใช่บะหมี่สำเร็จรูปที่ต้มกินที่ไหนก็รสชาติเดิม มักจะมีคนถามว่าหากปลูกมะนาวเหมือนสวนวสาต้องใส่ปุ๋ยเดือนไหน ฉีดยาเดือนไหน ฉีดอะไร ซึ่งขอเรียนว่า สวนวสาอยู่นครนายก สภาพภูมิอากาศและดินจะต่างจากสวนที่อยู่ราชบุรี พิษณุโลก หรือ เชียงใหม่ ดังนั้นเวลาที่ฉีดยา ใส่ปุ๋ย เก็บผลผลิตก็จะต่างกัน ช่วงเวลาเดียวกันที่สวนวสาเจอโรคราน้ำค้างแต่สวนอื่นอาจเจอเพลี้ยแป้ง อย่างนี้ยาที่ใช้ก็ต่างกัน ต้องหมั่นสังเกตอาการของพืชแล้วค่อยคิดเรื่องการบำรุงรักษาพืชค่ะ


การตลาด

1. การจะปลูกอะไร (เพื่อการค้า) ให้คิดว่าจะขายได้ที่ไหนก่อน ถ้าปลูกพืชแปลกมากและอยู่ไกลจากตลาด จะทำให้ขายยากค่ะ

2. อย่าเห่อปลูกตามกระแส เกษตรกรที่ดี ควรประเมินสภาพตลาดให้ดีด้วย และอย่าดูเหตุการณ์เพียงจุดเดียว ช่วงปีที่แล้วมะนาวลูกละ 10 บาท เลยเกิดกระแสปลูกมะนาวกันใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้น 5 ปีมีคนฟันมะนาวทิ้งไปทั้งจังหวัดเพราะราคาร้อยละ 20 บาท ไม่คุ้มค่าปุ๋ยค่ายา อยากให้เกษตรกรมองไปข้างหน้ายาว ๆ ก่อนตัดสินใจปลูกอะไร ให้เน้นพืชที่ยังไงก็ขายได้

3. หากสนใจจะปลูกเพื่อการส่งออก ควรมีพื้นที่เพาะปลูกในจำนวนมากเกินกว่า 10 ไร่ หากมีน้อยกว่า 10 ไร่ ปลูกขายในประเทศได้ แต่ปลูกส่งออกไม่คุ้มการลงทุนค่ะ (เว้นแต่ในพื้นที่มีการรวมกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดเดียวกันได้จำนวนมากพอที่ผู้ส่งออกจะสนใจ) มีระบบน้ำที่สม่ำเสมอ ที่ดินควรอยู่ไม่ไกลจากแหล่งส่งออก เกษตรกรต้องจดมาตรฐาน GAP ซึ่งมีกฎค่อนข้างมาก ต้องมีโรงเก็บปุ๋ย ยา แยกกัน มีโรงคัดแยกพืชผลที่แยกต่างหาก มีพื้นปูนไม่สัมผัสดิน ฯลฯ พวกนี้เป็นการลงทุนทั้งนั้นค่ะ ดังนั้นหากพื้นที่ใหญ่หน่อยจะคุ้มกว่าพื้นที่ขนาดเล็กค่ะ

4. อย่าพยายามคิดการณ์ใหญ่เกินไปค่ะ จะสิ้นเปลืองทุนทรัพย์โดยใช่เหตุ เช่น ปลูกมะม่วงเพียง 5 ไร่ ผลผลิตปีละ 1 ตัน ในพื้นที่ก็ไม่มีคนอื่นเพาะปลูกพืชเหมือน ๆ กัน แต่คิดจะตั้งโรงงานแช่แข็ง หรือ โรงงานแปรรูปทำมะม่วงอบแห้ง หรือ คิดจะไปเซ้งแผงในตลาดไทเพื่อขายผลผลิตของตนเอง (เพราะมีเกษตรเกินมาแนะนำ) พอขายผลผลิตหมดก็ไม่รู้จะหาผลผลิตที่ไหนมาขายต่อ หรือแปรรูปต่อ จะเป็นการลงทุนโดยเสียเปล่าค่ะ หรือ การส่งสินค้าเข้าห้างก็เหมือนกันค่ะ ควรศึกษาเงื่อนไขให้ถ่องแท้ค่ะ บางทีนอกจากโดนหักเปอร์เซนต์แล้วเราต้องรับภาระสินค้าที่เน่าเสียหายเอง แถมกว่าจะเก็บเงินได้ต้องมีเครดิต 45 วันจึงจะได้เงิน นอกจากนี้ บางที่เขามีสัญญาให้ส่งแบบต่อเนื่อง หากส่งไปครั้งสองครั้งแล้วหยุดก็อาจโดนหักเงิน ทำนองนี้

5. อยากให้อ่านความเห็นของคุณ GolfMBA ที่เขียนไว้น่าสนใจในhttp://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=5609.msg91870#msg91870 ด้วยค่ะ

การเตรียมตัว/วางแผน

1. เมื่อมีที่ดินแล้ว มีทุนแล้ว ทราบว่าดินเป็นดินชนิดไหน เข้าใจสภาวะอากาศของพื้นที่แล้ว เลือกพืชที่เหมาะกับพื้นที่ได้แล้ว เราก็เริ่มวางแผนกันค่ะ อยากให้เกษตรกรทุกคนวางแผนบนกระดาษก่อนว่าจะแปลนสวนของตนเองอย่างไร บ้านจะอยู่ตรงไหน บ่อน้ำ (ถ้ามี) จะอยู่ตรงไหน และส่วนไหนกะว่าจะปลูกพืชอะไร จำนวนกี่ต้น

2. ระบบน้ำเป็นสิ่งสำคัญค่ะ ก่อนจะลงพืชชนิดใด ๆ ระบบน้ำควรจะพร้อมก่อน หากพื้นที่เป็นสภาพเนินเขา ก็ไม่เหมาะกับการทำระบบร่องน้ำที่มีน้ำหล่อแบบร่องสวนที่ทำกันในพื้นที่ราบ แต่ควรใช้การขุดทางระบายน้ำเพื่อว่าหน้าฝนน้ำสามารถไหลลงมาได้โดยไม่เอ่อขังที่โคนต้นไม้ และใช้ระบบรดน้ำแบบตามท่อน้ำหยดหรือสปริงเกอร์ โดยอาจสูบน้ำไว้ที่สูงและปล่อยมาตามแรงดึงดูดโลก หรือใช้ปั๊มน้ำก็ได้ค่ะ ส่วนพื้นที่ราบนั้นให้ศึกษาว่าระบบน้ำที่เราใช้เหมาะกับพืชหรือไม่ เช่น หากปลูกมะม่วง มะนาว ในดินเหนียวก็ไม่ควรใช้น้ำหยดแต่ควรใช้สปริงเกอร์ เพราะระบบน้ำหยดจะหยดอยู่แค่วงแคบ ๆ ในขณะที่รากพืชแผ่ขยาย แต่หากปลูกพวกพริกหรือมะเขือเทศในถุงก็สามารถใช้ระบบน้ำหยด (dripping) ได้ค่ะ เรื่องการบริหารน้ำนี้มีผลต่อการเติบโตของพืชและคุณภาพผลผลิตค่ะ นอกจากนี้ มีเกษตรกรพาร์ทไทม์บางคนคิดว่าในช่วงเริ่มต้นไม่ต้องวางระบบน้ำก็ได้ พึ่งฝนฟ้าเอา และให้คนงานลากสายยางรดน้ำเอาก็ได้ พื้นที่แค่ไร่สองไร่เอง ก็อยากให้ทดลองรดน้ำเองดูค่ะว่าเหนื่อยแค่ไหน และก็อย่าหวังผลให้มากค่ะหากพืชผลออกมาไม่ได้ขนาด หรือร่วงไปแยะ หรือไม่ติดผล ซึ่งอยากให้คิดดีๆค่ะ ทีกิ่งพันธุ์เราไปอุตส่าห์เสาะหาจากแหล่งทั่วประเทศได้ ปุ๋ยหมักก็ไปเสาะหาส่วนประกอบต่าง ๆ มา ลงทุนลงแรงไปมากมาย แต่มาประหยัดกับเรื่องน้ำ แล้วต้นไม้ก็แคระแกร็น มันคุ้มไหม

3. เมื่อระบบน้ำพร้อมแล้ว ก็มาถึงกิ่งพันธุ์ของพืชที่จะลงค่ะ แนะนำให้ศึกษาจากเวบไซต์เกษตรพอเพียงและหนังสือเกษตรต่าง ๆ ค่ะ ราคากิ่งพันธุ์พืชชนิดเดียวกัน อาจต่างกันตามผู้ขายค่ะ หากปลูกจำนวนมาก อยากให้ผู้ซื้อแวะไปที่สวนของผู้ขายแต่ละรายค่ะจะได้สัมผัสกับต้นพันธุ์ของจริง รู้ว่าแท้หรือไม่แท้ อย่าดูแต่ในรูปค่ะ เพราะหากปลูกพันธุ์ไม่แท้จะมีปัญหาเรื่องการตลาดค่ะ นอกจากนี้ขอเรียนว่าราคากิ่งพันธุ์เป็นเงินลงทุนที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบสัดส่วนกับต้นทุนรวมทั้งหมดของการเกษตร อยากให้ผู้ซื้อพิจารณาหลัก ๆ ในเรื่องความเสี่ยงเรื่องความแท้ของสายพันธุ์ บวกกับค่าน้ำมันที่ต้องไปเสาะหากิ่งพันธุ์ที่ต้องการ ก่อนตัดสินใจค่ะ

4. การบำรุงรักษา เมื่อปลูกพืชลงไปแล้วแน่นอนว่าจะต้องมีการรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ฉีดยา ตัดแต่งกิ่ง เก็บผลผลิต ตัดหญ้าที่รก ๆ ในแปลง รวมไปถึงการดูแลในกรณีฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น เครื่องสูบน้ำพัง ไฟฟ้าตัด น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วม ภาวะฝนแล้ง หนูแทะสายสปริงเกอร์ฯลฯ ดังนั้นหากท่านเป็นเกษตรกรเฉพาะเสาร์อาทิตย์ ก็ต้องมีคนงานที่ไว้ใจได้ช่วยดูแลค่ะ และค่าใช้จ่ายส่วนบำรุงรักษานี้ก็มากเสียด้วยสิ ที่สำคัญท่านต้องศึกษาหาความรู้ด้านนี้พอควรค่ะ ไม่งั้นโดนหลอกน่าดู เช่น หากจะจ้างคนมาตัดหญ้าควรจ่ายเหมาต่องานที่สำเร็จไม่ใช่จ่ายรายวัน เพราะบางทีก็มีอู้งานค่ะ

5. อุปกรณ์การเกษตร ที่จำเป็นต้องใช้ในสวนหลัก ๆ นอกจากพวกจอบ เสียม เครื่องมือพื้นฐานแล้ว ก็มีพวกเครื่องตัดหญ้า เครื่องฉีดยาแบบสะพายหลังหรือแบบลาก ถังหมักหรือผสมปุ๋ย ตะกร้าสำหรับเก็บผลไม้ค่ะ อุปกรณ์การเกษตรพวกนี้เวลาซื้อให้คุยหลายๆ ร้านค่ะ แต่ละร้านจะเป็นเอเย่นของแต่ละยี่ห้อแตกต่างกัน ถามความเห็นเพื่อน ๆ ในเวบนี้ก็ได้ค่ะ แต่ละคนจะมีประสบการณ์ในอุปกรณ์หลาย ๆ แบบค่ะ ควรเลือกให้เหมาะกับงานในสวนค่ะที่สำคัญ อย่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย เช่น เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายไหล่ ราคามันมีตั้งแต่ 1,000 กว่าบาท - 10,000 กว่าบาท ซึ่งต่างกันมาก ของถูกก็แน่นอนว่าคุณภาพก็ตามราคา ตัดหญ้าสามวันก็อาจจะหลุดเป็นชิ้น ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าของแพงสุดจะดีที่สุดเสมอไป ให้ศึกษาจากเพื่อนเกษตรกรคนอื่นดูค่ะ ที่สำคัญ เวลาซื้ออุปกรณ์พวกนี้ต้องหาที่มีอะไหล่และศูนย์ซ่อมด้วยค่ะ บางยี่ห้อบอกว่าทนทานแต่คนเอามาขายขายแต่เครื่องอย่างเดียวไม่มีอะไหล่ พอเสียก็ต้องทิ้งเลย นอกจากนี้หากมอเตอร์เสีย เครื่องตัดหญ้าเสียจะซ่อมที่ไหนที่ใกล้ ๆ ไม่ต้องขนไปขนมาถึงกรุงเทพ ควรเตรียมข้อมูลแหล่งซ่อมที่เชื่อถือได้ค่ะ ไม่งั้นโดยฟันเละค่ะ

คนงาน

1. ควรมีให้พร้อมค่ะ แต่อย่าคาดหวังอะไรมากเกินไป เพราะคนงานก็คือคนงานค่ะ ถ้าเขาขยันและฉลาดกว่านี้ เขาก็ไม่มาเป็นคนงานค่ะ การดูแลคนงานให้อยู่กันนาน ๆ บางทีก็ต้องหลับตาข้างหนึ่งค่ะ บางทีเขาอาจจะกินเหล้า เล่นหวย อู้งานบ้าง ตราบใดที่งานที่สั่งไว้เขาทำสำเร็จ ก็พอไปรอดค่ะ ที่สำคัญคือต้องไว้ใจได้ ของในสวนอย่าหาย (อาจมีเก็บไปกินบ้างก็ปล่อย ๆ ไปค่ะ) แต่ประเภทยกมอเตอร์ไปขาย หรือให้เมียเปิดแผงที่ตลาดขายผลไม้ที่ขโมยมาจากในสวนเรา อันนี้ก็ต้องให้จรลีไปค่ะ ที่สวนวสาอนุญาตให้คนงานปลูกพืชผักที่อยากกินได้ตามสบาย หาเมล็ดผักมาให้เขาด้วย ผลไม้ในสวนหากอยากกินก็ให้เอาไปแต่พอกิน แต่ห้ามเอาไปขาย ให้จับปลาในร่องสวนมากินได้ แต่ห้ามจับไปขาย เว้นแต่คนงานจะลงทุนซื้อลูกปลามาเลี้ยงในกระชังเองก็ให้ทำได้แต่ต้องเลี้ยงนอกเวลางาน อยากเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ก็ให้เลี้ยงได้ในพื้นที่จำกัด เขาจะได้เก็บไข่กินได้เอง แต่ไม่อนุญาตให้ทำเพื่อค้าขาย ไม่งั้นวัน ๆ เอาแต่บำรุงรักษาพืชผักเป็ดไก่ของตัวเองจนไม่ได้ทำงานของเรา

2. ค่าจ้างคนงาน ส่วนมากเราใช้จ้างเป็นรายวันค่ะ แต่มีหัวหน้าคนงานที่เราจ่ายเป็นรายเดือน ค่าแรงเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 120-180 บาทค่ะ คนต่างด้าวจะได้ที่ราว ๆ 120-150 บาท คนไทยได้ที่ 150-180 บาทค่ะ หากเกิน 5 โมงเย็นก็จะมีค่าล่วงเวลาให้ (ช่วงที่เร่งเก็บผลไม้และคัดแยกน่ะค่ะ) บางทีคนซื้อผลไม้เราเขาก็จะจ่ายค่าแรงให้คนงานเราในวันที่เก็บผลไม้ให้เขา เราก็ประหยัดไปได้ค่ะ เช่น การซื้อมะม่วงแบบเหมาสวน พ่อค้าจะมาพร้อมคนงานคัดแยก แล้วเขาจ้างเราเก็บผลไม้ให้ โดยให้ค่าแรงรายวันกับคนงานเราค่ะ ค่าจ้างนี่เราอาจปรับขึ้นให้ปีละหน ปลายปีอาจมีเงินแถมให้นิดหน่อยได้ค่ะ

3. วันหยุด คนงานไทยในต่างจังหวัดจะขอมีวันหยุดตามวันสำคัญทางศาสนาค่ะ เช่น วันเข้าพรรษา วันทำบุญทอดกฐิน วันสงกรานต์ วันแต่งงานญาติ วันงานศพญาติ ฯลฯ เรื่องพวกนี้เราต้องปล่อยวางค่ะ เกษตรกร part-time หลายคนอาจไม่ค่อยพอใจเพราะตรงกับวันหยุดยาวที่เราจะเข้าสวนได้พอดีเช่นกัน ก็ต้องทำใจค่ะ นอกจากนี้ วันหวยออก เป็นวันที่คนงานไม่ค่อยมีกะจิตกะใจทำงานกันเท่าไหร่ ดังนั้น พยายามอย่าคาดหวังมากค่ะ คุยกันให้เข้าใจตั้งแต่เริ่มงาน จะทำให้ความรู้สึกดีทั้งสองฝ่ายค่ะ

การหาความรู้เพิ่มเติม

1. เป็นเกษตรกรต้องหมั่นหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอค่ะ ซึ่งแหล่งความรู้ที่ง่ายที่สุด เร็วที่สุด และไม่เสียเงินคือการหาตามเว็บไซต์ แค่เข้าไปที่ google แล้วคีย์คำที่ต้องการทราบ เช่นคำว่า โรคมะนาว หรือ มะละกอใบหงิก ก็จะปรากฏรายการเว็บต่าง ๆ ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับคำที่ท่านคีย์เข้าไปมาให้ท่านได้ลองเข้าไปอ่าน หากไม่เจอข้อมูลที่ต้องการค่อยมาตั้งกระทู้สอบถามเพื่อน ๆเกษตรกรท่านอื่นเพิ่มเติมได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลต่าง ๆ บนเว็บอาจจะมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปบ้างแล้วแต่เว็บไซต์ที่เปิดเจอ เช่น เจอเว็บขายปุ๋ยข้อมูลที่ออกมาอาจชี้นำไปสู่การซื้อปุ๋ยยาของเขา ดังนั้น อยากให้เกษตรกรเชื่อข้อมูลในเว็บไซต์ของทางการเป็นหลัก เช่น เว็บของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (http://www.ku.ac.th/) เว็บของกรมส่งเสริมการเกษตร (http://www.doae.go.th/) เป็นต้น เว็บเหล่านี้มีข้อมูลที่น่าสนใจมากมายค่ะ หลายเว็บมีรูปภาพประกอบด้วย อยากให้เกษตรกรได้ลองขวนขวายหาความรู้ด้วยตัวเองจากหลาย ๆ แหล่งข้อมูลค่ะ จะได้คิดวิเคราะห์ได้รอบทิศ ดีกว่าการมาตั้งกระทู้ถามเพียงอย่างเดียว ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าผู้ตอบแต่ละคนมีความรู้ในด้านนั้น ๆ จริงหรือไม่ บางเรื่องแม้ผู้ตอบมีความประสงค์ดี แต่ตอบเอาตามที่นึก (เอาเอง) ว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้นโดยไม่มีประสบการณ์หรือหลักวิชาการสนับสนุน แล้วเกษตรกรไปทำตาม ผู้ที่เสียหายคือเกษตรกรเองค่ะ

2. นอกจากเว็บไซต์แล้ว ก็มีหนังสือและวารสารเกษตรต่าง ๆ ที่สามารถหาอ่านเพิ่มความรู้ได้ค่ะ เช่น วารสารเคหเกษตร วารสารเมืองไม้ผล วารสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เป็นต้น สวนวสาได้มีโอกาสไปเยือนสวนเกษตรต่าง ๆ เพื่อเสาะหาพันธุ์พืชที่ต้องการก็ใช้ดูเอาตามวารสารพวกนี้ค่ะ บางทีเขาก็มีการจัดอบรมให้ฟรี ๆ มีวิทยากรที่มีความรู้มาพูด มีเพื่อเกษตรกรที่มีประสบการณ์มาแบ่งปันเทคนิค เราก็จะได้ประโยชน์ค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าวารสารทุกเล่มจะจัดงานได้ดี สวนวสาเคยไปร่วมงานหนึ่งเป็นการอบรมครึ่งวัน แต่กว่าการกล่าวเปิดงานของบุคคลสำคัญต่างๆที่เชิญมาจะหมดก็ปาเข้าไปเกือน 10 โมงแล้ว แล้วยังพักเบรคยาว ๆ ให้คนที่มาอบรมไปซื้อของที่สปอนเซอร์ต่าง ๆ มาออกร้านขาย ในที่สุดได้ฟังคนบรรยาย (แบบรีบๆ ให้จบ) แค่ไม่ถึงชั่วโมง เสียเวลาไปเหมือนกันค่ะ

3. หนังสือเกี่ยวกับคู่มือการเกษตรต่าง ๆ รวมถึงผลงานวิจัยบางงานที่มีประโยชน์ มีจำหน่ายที่ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ศูนย์หนังสือจุฬา ที่ร้านหนังสือแพร่พิทยา และตามงานเกษตรแฟร์ นอกจากนี้ ยังมีแจกให้ฟรีโดยกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัด อำเภอ และหน่วยงานราชการบางหน่วยงาน ลองติดต่อขอไปดูได้ค่ะ

ความต้องการ กับ ความเป็นจริง

ผู้ที่อยากเป็นเกษตรกรหลายท่านที่ทำงานประจำอยู่ ควรพิจารณาบริหารเวลา ครอบครัว และทุนทรัพย์ให้รอบคอบก่อนลงมือค่ะ บางทีเรามาอ่าน ๆ ในเว็บต่าง ๆ เห็นคนอื่นเขาซื้อที่ดินกัน ลงมือทำกัน ก็เกิดแรงบันดาลใจอยากทำบ้าง แต่นั่นอาจเป็นความต้องการของคุณคนเดียวหรือเปล่า ลองดูปัจจัยต่าง ๆ ต่อไปนี้ด้วยค่ะ

+ เวลา - คุณทำงานประจำในวันเสาร์อาทิตย์หรือเปล่า เพราะการเป็นเกษตรกร part-time นั้นอย่างน้อยต้องมีเวลาเสาร์-อาทิตย์ที่จะไปดูแลพืชผลที่ปลูกได้ หรือหากทำงานส่วนตัว ก็ต้องถามว่าสามารถจัดเวลาได้หรือเปล่าที่จะหาเวลาว่างแวะเวียนไปดูแลการเติบโตของพืชผล และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ หลาย ๆ คนไฟแรงแต่ตอนแรก ๆ พอสักห้าหกเดือนผ่านไป ก็ทิ้งระยะเสียแล้ว จากทุกอาทิตย์ เป็นเดือนละหน เป็นสองเดือนหน ในที่สุดเหลือปีละหน อย่างนี้สิ่งที่ลงทุนไปก็จะเสียเปล่าค่ะ การทำเกษตรนั้นคนทำต้องมีความรับผิดชอบ (discipline) ที่ต่อเนื่องค่ะ ยิ่งถ้าที่ดินอยู่ไกลจากที่บ้านหรือที่ทำงานมากๆ อย่างที่เขียนไว้แล้วด้านบน ว่าส่วนใหญ่เจอค่าน้ำมันและเวลาขับรถไปก็จะท้อใจในที่สุด

+ ครอบครัว - เป็นสิ่งสำคัญค่ะ การซื้อที่ดินทำเกษตรนี่ครอบครัวทางบ้านต้องสนับสนุนนะคะ เพราะบางครั้งเป็นความต้องการเฉพาะของคุณพ่อบ้านอย่างเดียว แต่ครอบครัวทางบ้านไม่สนับสนุน เพราะเคยได้ยินคุณแม่บ้านบ่นว่าเสาร์อาทิตย์แทนที่จะได้พาลูกไปเรียนพิเศษ หรือได้ไปท่องเที่ยวกันตามแหล่งท่องเที่ยว ก็ต้องไปใช้ชีวิตกลางแดดร้อน ๆ ขุดดิน ปลูกพืช เรื่องแบบนี้คุณแม่บ้านบางคนและเด็ก ๆ ไม่เข้าใจค่ะ อยากให้ทำความเข้าใจกันในบ้านให้เรียบร้อยก่อน เพราะไม่งั้นอาจมีปัญหาภายในครอบครัวได้ค่ะ

+ ทุน - สะสมมาพอไหม เวลาคำนวณเงินลงทุน คิดให้รอบคอบด้วยค่ะ นอกจากค่าที่ดิน ค่าคนงาน ค่ากิ่งพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าระบบน้ำ ค่าอุปกรณ์การเกษตรต่าง ๆ แล้ว คิดได้เท่าไหร่ ให้คูณ 3 ไว้ก่อนเลย เพราะจริง ๆ มันจะมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่คุณไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีกมาก ๆๆๆๆๆ และถ้าเงินสะสมของคุณไม่มากพอ นำไปสู่การเป็นหนี้สินเพื่อนำมาลงทุน มันจะไม่ยั่งยืนน่ะค่ะ

******************************************************************************

พืชพลังงาน หรือ พืชอาหาร หรือ สวนป่า

จากปัจจัยเรื่องเวลา ครอบครัว และทุนที่พูดถึงด้านบน ก็มีผลต่อการตัดสินใจเลือกชนิดพืชเพื่อทำสวนเกษตรเบื้องต้น ดังนี้ค่ะ

สวนป่า - ถ้าที่ดินอยู่ไกล เวลามีน้อย ภาระครอบครัวมีมาก ทุนมีกลาง ๆ ในช่วง 5-10 ปีนี้ แต่อยากเริ่มแล้ว ก็อยากให้พิจารณาเริ่มที่การทำสวนป่าไปก่อน คือ ปลูกพืชที่ตัดไม้ขายในภายหลัง เช่น สน ยูคา สัก หรือไม้ป่าอื่น ๆ เพราะจะหนักแค่ช่วงปรับปรุงดินแรก ๆ พอต้นกล้าตั้งหลักได้แล้ว ก็ผ่อนภาระการสิ่งไปดูแลบ่อย ๆ ไป 5 - 10 ปี เช่นไปเดือนละหน หรือ สองเดือนหน ก็ได้ แต่ต้องไปนะคะ ไม่งั้นเพื่อนบ้านอาจจะมาบุกรุกเขาไปปลูกอะไรต่อมิอะไรเป็นการบันเทิงไป เราเจอมาแล้วกับที่ดินของเราที่อยู่ไกล ๆ ไม่ค่อยได้ไปสามสี่เดือน มีสวนพริก สวนถั่ว เกิดขึ้นมาในที่ดินเราเฉยเลย ดีไม่ดีต้นกล้าที่เราปลูกไว้อาจเจอพืชอื่นเบียดเบียนตายไปก็ได้ หรือไม่ก็เจอมาแล้วค่ะ ที่ชาวบ้านเข้าไปจุดคบไฟหาหนู แล้วทำไฟไหม้สวนเราไปครึ่งสวน พวกสวนป่านี่ช่วงท้าย ๆ ต้องเฝ้ากันดี ๆ ด้วยเพราะไม่งั้นชาวบ้านแอบมาตัดไม้เราไปขาย ก็มีค่ะ

พืชอาหาร - ต้องการเวลาอย่างมากค่ะ อย่างที่เขียนมาแล้วว่าผู้ปลูกต้องมีความสม่ำเสมอในการไปดูแล เพราะไม่งั้นเผลอแป๊บเดียวโรคหรือแมลงลง ต้นไม้อาจจะตายไปทั้งสวนก็ได้ค่ะ ฝากคนงานเขาก็คงไม่ได้ใส่ใจมาก เพราะไม่ใช่สวนของเขาน่ะค่ะ พืชอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ พืชตระกูลธัญพืช หรือผักต่าง ๆ ต้องดูแลใกล้ชิดค่ะ นอกจากนี้ช่วงเก็บผลผลิตก็ต้องคอยหาตลาดให้ดี วางแผนการเก็บให้ดี การขนส่ง การเก็บรักษาอีก หากเกษตรกรยังไม่พร้อมก็แบ่งที่ดินปลูกเฉพาะที่พอกินเองไปก่อน ส่วนที่ดินที่เหลือก็ปลูกไม้ยืนต้นพวกสวนป่าไปก่อนค่ะ

พืชพลังงาน - พลังงานกำลังขาดแคลน คนเลยเห่อปลูกพืชพลังงานกันใหญ่ตั้งแต่พวกมัน อ้อย ปาล์ม สบู่ดำ ฯลฯ ราคาก็ขึ้นลงตามที่เราเห็น ๆ ค่ะ พืชน้ำมันนี่มันแทนที่พื้นที่เพาะปลูกพืชอาหารนะคะ เวลานี้ทั่วโลกกำลังมีประเด็นเรื่องอาหารขาดแคลน เพราะหลายประเทศที่เคยทำเกษตรกรรมอาหาร เช่น มาเลย์ อินโด บราซิล อาร์เจนติน่า หันไปปลูกพืชพลังงานและยางพารากันใหญ่ ในระยะยาวแล้วราคาพืชอาหารจะแซงพืชพลังงานค่ะ สวนวสาจึงอยากเชียร์ให้ทุกคนกัดฟันปลูกพืชอาหารกันไปก่อนค่ะ และจะให้ข้อคิดสำหรับคนที่อยากปลูกพืชน้ำมันว่าควรอยู่ใกล้แหล่งรับซื้อนะคะ เช่นปลูกปาล์มควรอยู่ใกล้ ๆ โรงกลั่นนะคะ หากมีหลาย ๆ โรงในพื้นที่ยิ่งดีค่ะ ไม่งั้นเก็บผลผลิตแล้วส่งไม่ได้ก็จะเสียหายมากค่ะ เราจะเห็นว่าบางทีพอราคาขึ้นและน้ำมันที่กลั่นแล้วยังขายไม่ได้ บางโรงกลั่นเขาปิดไม่รับซื้อก็มีค่ะ หากมีตัวเลือกก็จะดีค่ะ เพราะพืชน้ำมันนี่เอาไปวางขายตามตลาดก็ไม่ได้ กินเองก็ไม่ได้ ต้องขายเข้าผู้แปรรูปอย่างเดียวเลย

จบค่ะ

หวังใจอยากให้เป็นบทความที่ช่วยเพื่อน ๆ ที่อยากเป็นเกษตรกร แล้วไม่รู้จะเริ่มที่ไหนดี ได้นำไปใช้ประโยชน์ค่ะ
หากคิดอะไรออก จะมาปรับปรุงเพิ่มเติมเรื่อยๆ ค่ะ

ลองอ่านเพิ่มเติมที่นี่นะครับ
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=4941.0